สถาบันหลักคำสอนพระคัมภีร์

สำหรับผู้ที่สนใจในพระคำของพระเจ้า

หลักคำสอนพระคัมภีร์เรื่องการลบล้างบาปโดยไม่จำกัด

THE DOCTRINE OF UNLIMITED ATONEMENT

 

I.         คำนิยาม

1. เป็นพระราชกิจของพระเยซูคริสต์บนกางเขนที่ก่อให้เกิดผล [ในเรื่องความรอดของเรา] ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นตัวแทนของมนุษยชาติ

2. การลบล้างบาป [atonement-การไถ่โทษ,การชดเชย] เมื่อเป็นคำนามหมายถึง “การกลับคืนดีกัน” [reconciliation] หลังจากที่เคยเป็นศัตรูกันหรือหลังจากการขัดแย้งกัน และประกอบรวมไปถึงความพึงพอใจหรือการชดใช้  การชดเชยสำหรับความผิดพลาดหรือการบาดเจ็บ ความเสียหาย

 

3. ส่วนคำกริยามีความหมายที่เกี่ยวเนื่องหลายประการ เช่น “เป็นหนึ่งเดียวกัน”, “เข้ากันได้” [to be at one], “เข้ากันได้ดี” [to be in accordance], “ชดใช้ ชดเชยความเสียหายหรือแก้ไขให้ถูกต้อง” [to make reparation or amends], ชดเชย ทดแทนสำหรับความผิดพลาดหรือความขาดแคลน [to make up for errors or deficiency], “กลับคืนดีกัน” [to reconcile]

4. ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม ความหมายของคำ “ลบล้างบาป” [atonement] ได้เกี่ยวข้องกับ คำกริยาภาษาฮีบรูว่า “คาปาร์” [kapar] ซึ่งแปลว่า “ข้ามผ่าน” [pass over], “ปกปิด”, “กลบเกลื่อน” [cover]

 

II.        ในช่วงเวลาของพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม การถวายสัตวบูชา [animal sacrifice] ถูกใช้เพื่อเป็นการกลบเกลื่อนหรือปกปิดบาปไว้

1. การถวายสัตวบูชาเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นเครื่องบูชาที่สมบูรณ์แบบเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าพระบิดา [The Propitiation of God the Father]  โดยการทรงพิพากษาพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเอาความผิดบาปของเราออกไปเสีย   โดยการทรงสิ้นพระชนม์ของพระองค์ที่บนไม้กางเขน (สดุดี 103:3,12; ยอห์น 1:29)  [การสิ้นพระชนม์ที่นี่หมายถึงการที่พระเยซูคริสต์ถูกแยกออกจากพระเจ้าพระบิดาใน 3ชั่วโมงสุดท้ายที่บนกางเขน [ภาษาอังกฤษเรียกว่า “substitutionary spiritual death” ขออ่านหนังสือเรื่อง “พระโลหิตของพระคริสต์”หรือหลักคำสอนเรื่อง “พระโลหิตของพระคริสต์”]          

 

“และโดยพระองค์นั้นให้สิ่งสารพัดกลับคืนดีกับพระองค์เอง โดยพระองค์นั้นข้าพเจ้าพูดได้ว่า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะอยู่ในแผ่นดินโลกหรือในท้องฟ้า พระองค์ทรงทำให้มีสันติภาพโดยพระโลหิต [การสิ้นพระชนม์ฝ่ายวิญญาณ/การทรงถูกแยกออกจากพระเจ้าพระบิดาการทรงรับแบกบาปของมนุษย์ทุกคนไว้ที่พระกายของพระองค์ และทรงรับการพิพากษาในบาปเหล่านั้นทั้งหมด ในฐานนะทรงเป็นตัวแทนเรา] แห่งกางเขนของพระองค์       และพวกท่านซึ่งเมื่อก่อนนี้ไม่ถูกกันและเป็นศัตรูในใจด้วยการชั่วต่างๆบัดนี้ พระองค์ทรงโปรดให้กลับคืนดี[Reconciliation] กับพระองค์” [โคโลสี 1:20-21]

 

2. ดังนั้น การลบล้างบาปในช่วงเวลาของพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมได้บ่งถึงการใช้การถวายสัตวบูชาเพื่อเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่แสดงถึงพระราชกิจแห่งความรอดของพระเยซูคริสต์         การถวายสัตวบูชาไม่สามารถลบล้างบาปใดๆได้อย่างแท้จริง การที่มนุษย์จะได้รับความรอดนิรันดร์ในทุกยุคทุกสมัยตลอดประวัติศาสตร์มาจาก “การเชื่ออย่างเดียวในพระเยซูคริสต์เพียงผู้เดียว” [ “faith alone in Christ alone”] ไม่ได้มาจากการถวายบูชาหรือการกระทำใดๆของมนุษย์เอง(ฮีบรู 9:11-10:4; อิสยาห์ 64:6; กาลาเทีย 2:16)  โดยผู้เชื่อในช่วงเวลาของพระคัมภีร์เดิมได้เชื่อโดยมองไปข้างหน้าถึงกางเขนคือเชื่อในพระเมสสิยาห์ที่จะเสด็จมา และผู้เชื่อในยุคคริสตจักรได้เชื่อในพระเยซูคริสต์โดยมองย้อนหลังไปที่กางเขน (กิจการ 16:31ก, เทียบกับปฐมกาล 15:6 และเอเฟซัส 2:8-9)

 

3. สองแนวความคิดของการลบล้างบาป[atonement] ทั้งจากพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ ได้ถูกนำมารวมกัใน โรม 3:23-26

“เหตุว่าทุกคนบาป และเสื่อมจากสง่าราศีของพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาให้เราเป็นผู้ชอบธรรม โดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เราให้พ้นบาปแล้ว พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ “พอพระทัยพระเจ้าพระบิดา” [propitiation/ἱλαστήριον/hilastērion/ อิลาส เต ริ โอนในภาษากรีก]   โดยความเชื่อในพระโลหิต [พระราชกิจแห่งความรอดและการทรงสิ้นพระชนม์ฝ่ายวิญญาณของพระเยซูคริสต์] ของพระองค์        เพื่อสำแดงให้เห็นความชอบธรรมของพระองค์ในการที่พระเจ้าได้ทรงอดกลั้นพระทัย และทรงยกบาปที่ได้ทำไปแล้วนั้น และเพื่อจะสำแดงความชอบธรรมของพระองค์ในปัจจุบันนี้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม และทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย”[Imputed Divine Righteousness /+R / ดูโรม4:3, 5; โรม 5:1 เทียบกับปฐมกาล 15:6]  [โรม3:23-26]

 

III.      การลบล้างบาปนั้นไม่จำกัด [Atonement is unlimited]

 

1. เมื่อพระคริสต์ทรงรับการพิพากษาสำหรับบาป พระองค์ทรงจ่ายค่าไถ่สำหรับบาปของมวลมนุษยชาติทั้งปวง – ไม่ใช่เพียงแค่คนที่พระเจ้าทรงเลือกเท่านั้น [การที่มีบุคคลใดๆเชื่อในพระคริสต์เป็นเหตุกระทำให้พระเจ้าทรงเลือกคนนั้นตั้งแต่อดีตกาลแล้ว ศึกษาเพิ่มเติมได้จากหนังสื่อ สัมพันธภาพกับพระเจ้า เล่ม 2 “ความคิดเสรีภาพกับพระประสงค์ของพระเจ้า (โรม 8:28-30)”]   [โรม 5:6; 2โครินธ์ 5:14-15, 19; 1 ทิโมธี 2:6;4:10; ทิตัส 2:11; ฮีบรู 2:9; 1 ยอห์น 2:2]

 

ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนอธรรม [unbeliever/ ผู้ไม่เชื่อ] ในเวลาที่เหมาะสม[โรม 5:6]

 

คือพระเจ้าผู้สถิตในองค์พระคริสต์ทรงให้โลกนี้ [มนุษย์ทุกคนในโลก] คืนดีกันกับพระองค์เอง มิได้ทรงถือโทษในการละเมิดของเขา  [บาปต่างๆ ไม่ได้เป็นประเด็นอีกต่อไปในเรื่องความรอด] [2 โครินธ์ 5:19]

 

และพระองค์ทรงเป็นที่พอพระทัย[Propitiation]พระเจ้าพระบิดา อันเนื่องเกี่ยวกับบาปของเราทั้งหลาย และไม่ใช่แต่บาปของเรา [ผู้เชื่อ] พวกเดียวแต่บาปของมนุษย์ทั้งปวง[ผู้ที่ไม่เชื่อ] ในโลกด้วย [1ยอห์น 2:2]

 

2. มีคริสเตียนบางกลุ่มที่เชื่อและสอนผิดว่าการลบล้างบาปนั้นมีจำกัด [Limited Atonement] และสอนว่าพระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์สำหรับผู้เชื่อเท่านั้น เป็นแนวความคิดที่ขัดแย้งกับพระคัมภีร์ 

 

IV.      ดังนั้นการลบล้างบาปโดยไม่จำกัดของพระเยซูคริสต์[ลบล้างบาปหรือไถ่บาปให้มนุษย์ทุกคน- unlimited atonement]  จึงขจัดเรื่องบาปออกไปในการกล่าวหาการฟ้องร้องผู้ไม่เชื่อ ณ การทรงพิพากษาครั้งสุดท้าย [the Last Judgment]

 

1.  เมื่อพระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์ในฐานะทรงเป็นตัวแทนมนุษย์ทุกคนที่บนกางเขนพระองค์ทรงรับการพิพากษาสำหรับบาปทั้งหมดของมนุษยชาติทั้งปวง

 

2. ที่บนกางเขน ความดีตามแบบของมนุษย์[human good] [1]ได้ถูกปฏิเสธไม่เป็นที่ยอมรับต่อพระเจ้า และความดีตามแบบของมนุษย์จะถูกพิพากษาต่อมาในภายหลัง

3. ความดีตามแบบของมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องร้องกล่าวหาผู้ไม่เชื่อ ณ การพิพากษาครั้งสุดท้าย

 

“ทะเลก็ส่งคืนคนทั้งหลายที่ตายในทะเลความตายและนรกก็ส่งคืนคนทั้งหลายที่อยู่ในที่เหล่านั้น และคนทั้งหลายก็ถูกพิพากษาตามการกระทำ [human good works/ dead works] ของตนหมดทุกคน” [วิวรณ์ 20:13]

 

4. โดยเหตุที่บาปทั้งหมดได้ถูกพิพากษาเรียบร้อยแล้วที่กางเขน บาปเหล่านั้นจึงไม่ถูกยกขึ้นมากล่าวถึงอีกในการทรงพิพากษาครั้งสุดท้าย ตามหลักการของการ [ไม่มีการ]พิพากษาซ้ำซ้อนอีก [the law of double jeopardy]

 

5. การลบล้างบาปโดยไม่จำกัดของพระคริสต์จึงครอบคลุมถึงการลบล้างบาปเท่านั้นไม่ใช่ความดีของมนุษย์

 

V.   ผู้ไม่เชื่อถูกกล่าวหา ถูกฟ้องร้องในการทรงพิพากษาครั้งสุดท้าย เพราะว่าเขาไม่ได้เชื่อในพระเยซูคริสต์ในขณะเวลาที่เขามีชีวิตอยู่บนโลก

 

ผู้ที่เชื่อในพระบุตร [พระเยซูคริสต์] ก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ แต่ผู้ที่มิได้เชื่อก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว เพราะเขามิได้เชื่อในพระนามพระบุตร [พระเยซูคริสต์] ที่บังเกิดโดยเอกลักษณ์เฉพาะจากพระเจ้า[ยอห์น 3:18]

 

ผู้ที่เชื่อในพระบุตร [พระเยซูคริสต์] ก็ได้รับชีวิตนิรันดร์[จากพระเจ้า] ผู้ที่ไม่เชื่อในพระบุตรก็จะไม่เห็นชีวิต [นิรันดร์]แต่พระพิโรธของพระเจ้า [ต้องถูกโยนลงไปในบึงไฟ   นรก    ณ การ พิพากษาครั้งสุดท้าย]ตกอยู่กับเขา [ยอห์น 3:36]

 

 

[1] ความดีตามแบบของมนุษย์ [human good] คือการกระทำดีของมนุษย์ผู้ที่ไม่เชื่อ  เพื่อหวังว่าจะได้รับความรอดและชีวิตนิรันดร์จากพระเจ้า มักออกมาในรูปแบบของการกระทำดีตามศาสนาต่างๆ  ซึ่งเป็นกลอุบายชิ้นเอกของซาตาน ซึ่งเป็นการหมิ่นประมาทพระคุณของพระเจ้า [อิสยาห์ 64:6] และความดีตามแบบของมนุษย์คือการกระทำใดๆของผู้เชื่อที่หวังว่าจะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า