The Institute of Bible Doctrine

หลักการและกฎหมายต่างๆที่พระเจ้าทรงสถาปนาไว้เพื่อสังคมที่สงบสุข

The Laws of Divine Establishment

 

ลำดับเหตุการณ์ก่อนประวัติศาสตร์ของมนุษย์

               -พระเจ้าทรงดำรงอยู่ตั้งแต่นิรัน ดร์กาลในอดีต

               -พระเจ้าทรงสร้างทูตสวรรค์

               -พระเจ้าทรงสร้างจักรวาล

               -ลูซิเฟอร์กบฏต่อพระเจ้า โดยลูซิเฟอร์อยากเป็นเหมือนพระเจ้า และชักชวนทูตสวรรค์หนึ่งในสามกบฏต่อพระเจ้าด้วย ( เอเสเคียล บทที่ 28 , อิสยาห์ บทที่ 12 ,14 )

               -พระเจ้าทรงตัดสินพิพากษาซาตานและสมุนให้ต้องถูกโยนลงไปในบึงไฟนรก ( มัทธิว 25:41 )

               -ลูซิเฟอร์ขออุทธรณ์ต่อพระเจ้า โดยกล่าวหาพระเจ้าว่า พระองค์ไม่ทรงยุติธรรมในการตัดสินพิพากษา

               -พระเจ้าทรงอนุญาตและประกาศว่าจะมีการอุทธรณ์ และมีข้อตกลงกันในการต่อสู้คดี (The Rules of Engagement )

               -พระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษา ลูซิเฟอร์เป็นจำเลยและเป็นทนายความฝ่ายจำเลยให้ตนเอง

               -มีพยานในคดีของแต่ละฝ่าย

 

พยานสองคนแรกฝ่ายพระเจ้าที่พระองค์ทรงเสนอคืออาดัมและเอวา ไม่ผ่านการทดสอบในฐานะเป็นพยาน ( Evidence Testing ) เขาทั้งคู่ได้ล้มลงในบาป ( The Fall ) และจากนั้นทั้งคู่ไม่สามารถมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้อีกต่อไป

 

แผนการการช่วยกู้ของพระเจ้า

               -ปฐมกาล 3:15 พระเจ้าทรงประกาศว่าจะมีพงศ์พันธ์ที่เกิดแต่หญิงฝ่ายเดียวมาช่วยมนุษย์นั่นคือมาทางพงศ์พันธ์ทางเอวาหรืออีฟ ( Eve- อีฟ หมายถึง “แม่ของชีวิต ( นิรันดร์ )”- mother of the living ) ที่สวนเอเดนหลังจากล้มลงในบาปแล้ว และได้ฟังพระกิตติคุณเรื่องความรอดจากพระเยซูคริสต์ ( ปฐมกาล 3:15 ) อาดัมเอวาเข้าใจในพระกิตติคุณนั้น และเชื่อว่าจะมีพงศ์พันธ์ของหญิง ( พระเยซูคริสต์ ) ที่จะเสด็จมาในอนาคต ทั้งอาดัมและเอวาได้รับความรอดและกลับมามีความสัมพันธ์นิรนันดร์กับพระเจ้า พระเยซคูริสต์จึงทรงฆ่าแกะตัวแรกและนำหนังแกะนั้นมาสวมใส่ให้เขา การฆ่าแกะจึงเป็นเครื่องมือในการสอนถึงพระกิตติคุณเรื่องความรอดเป็นครั้งแรก เชื้อสายของมนุษย์จะนำมาถึงการมาบังเกิดของพระเยซูคริสต์ที่จะต้องทรงมาบังเกิดแต่หญิงฝ่ ายเดียว เพื่อเป็นพระผู้ไถ่ จึงตกเป็นเป้าโจมตีของซาตาน ( The Attacker ) ตลอดมา เพราะถ้ามีพระผู้ไถ่บาปคือพระเยซูคริสต์มาบังเกิดได้ แสดงว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ ทรงรักษาพระสัญญาและทรงกระทำอย่างถูกต้องแล้วในการตัดสินพิพากษาซาตานถึงบึงไฟนรก ซาตานได้โจมตีเชื้อสายของมนุษย์มาตลอด โดยเริ่มแรกซาตานได้อยู่เบื้องหลังในการที่คาอินได้ฆ่าอาเบล ( พระธรรมยูดา ข้อ 11 ) เพราะว่าในเวลานั้นถ้าคาอินได้ฆ่าผู้อื่นทั้งหมดและฆ่าตัวตายก็จะไม่มีมนุษย์เหลืออยู่บนโลก และก็จะไม่มีพระเมสสิยาห์มาบังเกิด แสดงว่าพระเจ้าทรงตระบัตรสัตย์ ซาตานได้โจมตีเชื้อสายมนุษย์ต่อมา ในปฐมกาล บทที่ 6 จนมีผลทำให้มีแต่ลูกครึ่งมนุษย์กับปิศาจเต็มโลก ( พวกเนฟิลีม ) ซาตานเกือบทำสำเร็จในการทำลายเชื้อสายของมนุษย์ที่จะไม่ให้มีมนุษย์แท้ๆเหลืออยู่บนโลกที่จะได้มีพระเมสสิยาห์มาบังเกิด แต่ในเวลานั้นยังคงเหลือมนุษย์แท้ๆอยู่ 8 คน คือโนอาห์และครอบครัว การที่ซาตานพยายามโจมตีนี้เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงผิดคำสัญญาที่ได้ทรงให้ไว้กับมนุษย์ (ปฐมกาล 3:15 )  ซาตานจะทำให้เห็นว่าพระเจ้าไม่ทรงสัตย์ซื่อ ไม่เหมาะสมและไม่มีสิทธิที่จะเป็นผู้พิพากษาซาตานและสมุน ซาตานก็จะชนะในคดีที่ได้ขออุทธรณ์ต่อพระเจ้าในที่สุดซาตานจึงพยายามโจมตี โดยทำให้พระคำ พระสัญญาของพระเจ้าไม่เป็นจริง เพื่อที่ลูซิเฟอร์ (ซาตาน) จะได้ทำลายความน่าเชื่อถือของพระเจ้า( discredit ) ว่าทรงเป็นผู้พิพากษาที่ไม่ทรงยุติธรรม ( เช่นเดียวกันกับทนายความฝ่ายจำเลย พยายามทำลายความน่าเชื่อถือ ทำลายชื่อเสียงของพยานในคดี , ทำลายความน่าเชื่อถือของอัยการและผู้พิพากษา เพื่อให้คดีต้องตกไป ) และแม้แต่ทูตสวรรค์ฝ่ ายซาตานก็สามารถที่จะมีอิทธิพลต่อมนุษย์ ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงคอยปกป้องเราไว้ โดยผ่านทูตสวรรค์ผู้พิทักษ์ ( guardian angels ) ทูตสวรรค์ฝ่ ายซาตานจึงไม่สามารถโจมตีผู้เชื่อได้ เพราะพระเจ้าทรงปกป้องไว้ ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงทรงตั้งกฎต่างๆไว้ ในการต่อสู้คดีอุทธรณ์ของซาตาน ในสงครามฝ่ ายวิญญาณ ทูตสวรรค์และธรรมชาติจึงต้องอยู่ในกฎที่พระเจ้าทรงตั้งไว้ การที่พระเจ้าทรงตั้งกฎเกณฑ์ต่างๆไว้เพื่อที่พยานจะได้สามารถพิสูจน์ถึงพระลักษณะอันสมบูรณ์แบบของพระเจ้า

 

พระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงมีต่อมนุษย์ทุกคน

 

 1 ทิโมธี 2:3-4  “พระเจ้าผู้ทรงมีพระประสงค์ให้คนทั้งปวงรอด และมาถึงความรู้ที่เหนือกว่า” (epignosis-เอพิโนสิส-surpassing knowledge)

 

Phase I -ขั้นตอนที่ 1 เพื่อที่มนุษย์จะได้รับความรอด

Phase II –ขั้นตอนที่ 2 เพื่อผู้เชื่อจะได้เติบโตขึ้นในชีวิตฝ่ ายวิญญาณ โดยการที่ผู้เชื่อได้มาถึงความรู้ที่เหนือกว่าของพระเจ้า (epignosis) คือหลักคำสอนพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นการที่เราจะทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงมีต่อชีวิตของเรา จากการที่พระองค์ได้สร้างมนุษย์ขึ้นมา คือการที่เราผู้เชื่อได้เติบโตขึ้นในชีวิตฝ่ ายวิญญาณ (ผ่านการเรียนรู้หลักคำสอนพระคัมภีร์และการประยุกต์ใช้หลักคำสอนพระคัมภีร์เป็นประจำทุกวันๆ ภายใต้ฤทธิ์เดชจากการรับการประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์)  จนสามารถผ่านการทดสอบในการเป็นพยาน (evidence testing) จนสามารถถูกเสนอชื่อเป็นพยานหลักฐานฝ่ ายพระองค์ได้ในคดีอุทธรณ์ของซาตาน การนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราได้รู้จัก เชื่อฟังและรักพระเจ้าอย่างถูกต้องแล้วเท่านั้นที่สวนเอเดน แม้สิ่งแวดล้อมสมบูรณ์แบบทุกประการ แต่ทั้งอาดัมและเอวาไม่ผ่านการทดสอบ (the corporate witness) ซาตานได้พยายามโจมตีทุกมุมมองของมนุษย์ เพื่อที่จะไม่ให้มีมนุษย์ที่จะสามารถเป็นพยานฝ่ ายพระเจ้าได้ พระเจ้าจึงทรงตั้งกฎขึ้นมา เพื่อที่มนุษย์จะสามารถอยู่รอดได้ เพื่อที่มนุษย์จะบรรลุพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงมีต่อมนุษย์ คือเพื่อที่:

 

               I. เพื่อที่มนุษย์จะมาถึงความรอด

               II.เพื่อที่ผู้เชื่อจะได้เติบโตขึ้นในชีวิตฝ่ายวิญญาณ

 

พระเจ้าจึงทรงประทาน อิสรภาพที่จะให้มนุษย์ทุกคนสามารถเลือกตัดสินใจได้ ตามความคิดเสรีภาพในการตัดสินใจของตน เฉกเช่นที่ทรงให้ทูตสวรรค์มีความคิดเสรีภาพในการตัดสินใจ ( volition ) ทั้งนีโดยที่พระเจ้าได้ทรงตั้งระบบสิทธิอำนาจไว้ โดยที่มนุษย์ต้องมีระบบสิทธิอำนาจที่อยู่เหนือเขาเป็นลำดับไปเพื่อที่จะปกป้ องเขาให้พ้นจากสิ่งชั่วร้าย และให้มนุษย์ใช้เสรีภาพในการตัดสินใจของตน โดยมีอิสรเสรีภาพที่จะเลือกที่จะ “มีอิสระที่จะประสบความสำเร็จหรือมีอิสระที่จะล้มเหลว” ( freedom to succeed or freedom to fail ) มนุษย์ทุกคนจึงมีเสรีภาพที่จะเลือกความสำเร็จหรือความล้มเหลว ซึ่งไม่ขึ้นกับสิ่งแวดล้อมหรือคนอื่น พระเจ้าได้ทรงประทานทุกสิ่งที่มนุษย์จะสามารถประสบความสำเร็จและบรรลุแผนการและพระประสงค์ที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษย์ทุกคน แต่ในที่สุดก็อยู่ที่คุณได้ตัดสินใจเลือกเอง

 

ระบบสิทธิอำนาจที่พระเจ้าทรงตั้งไว้

1. ส่วนบุคคล  - สิทธิอำนาจขึ้นกับ ความคิดเสรีภาพในการตัดสินใจ ( volition )

2. สถาบันการสมรส – สิทธิอำนาจขึ้นกับ สามี

3. สถาบันครอบครัว - สิทธิอำนาจขึ้นกับ บิดามารดา

4. ประเทศชาติ - สิทธิอำนาจขึ้นกับ รัฐบาล

(โดยสิทธิอำนาจเหล่านี้ต้องมีพื้นฐานทีถูกต้องตามหลักการของพระเจ้าที่มาจากหลักคำสอนพระคัมภีร์)

 

สามีมีสิทธิอำนาจเหนือภรรยา ( เอเฟซัส 5:22 ) รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเองรักภรรยา

สร้างบ้าน สร้างรายได้สม่ำเสมอในครอบครัว ภรรยาเชื่อฟังสามี เมื่อมีมีบุตรแล้ว หน้าที่ของพ่อแม่ สั่งสอนอบรมลูก ให้เข้มแข็งทางร่างกาย จิตใจ มีการสอนลูกในทางที่ถูกต้องและมีการตีสอนลูก ถ้าพ่อแม่เป็นคริสเตียนต้องสอนหลักคำสอนพระคัมภีร์พื้นฐานเรื่องของพระเจ้าให้กับลูก

ด้วย เช่นเริ่มต้นจากให้ดูภาพ ประกอบภาพพระเจ้าขึ้นในจิตใจของลูก ให้ลูกรับเข้าความจริงของพระเจ้าทีละน้อยๆ แล้วค่อยๆเพิ่มพูนขึ้นจนรู้คำศัพท์ต่างๆ ความรู้ของพระเจ้าประเภทต่างๆ สอนกฎและหลักการแห่งสังคมสงบสุขที่พระเจ้าทรงตั้งไว้ โดยมีเป้าหมายให้ลูกได้ตัดสินใจเชื่อในพระเยซูคริสต์ โดยที่พ่อแม่ต้องสอนหลักคำสอนพระคัมภีร์ให้กับลูกของตนทุกวันๆ และโดยเฉพาะผู้เชื่อเองแล้วต้องเรียนศึกษาหลักคำสอนพระคัมภีร์ของพระเจ้าทุกวันเช่นกัน วันละไม่ควรน้อยกว่า 1 ชั่วโมง ( 2 เปโตร 3:18 ) เพราะชีวิตบนโลกของมนุษย์นั้นสั้นมาก แต่ชีวิตนิรันดร์นั้นก็ยาวนาน

 

ในแต่ละสถาบันของระบบสิทธิอำนาจ แต่ละคนต้องรู้จักหน้าที่ของตน เช่นลูกต้องเคารพเชื่อฟัง

พ่อแม่ จนกว่าเขาได้ออกจากครอบครัวไป สร้างครอบครัวใหม่มีชีวิตของตนเอง (ถ้ายังอยู่ภายในบ้านของใคร ก็ยังคงอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของคนนั้น) รู้จักหน้าที่ในฐานะเป็นพลเมือง เช่นต้องจ่ายภาษี ผู้ชายต้องคัดเลือกทหาร เคารพกฎหมาย ในฐานะเป็นผู้นำ ทำตามหน้าที่ไม่เกินกว่าหน้าที่ของตน แต่เหล่านี้ถ้าในระบบสิทธิอำนาจใดๆ ได้ให้เราต้องทำโดยขัดแย้งกับหลักการของพระเจ้าที่บอกไว้ในพระคัมภีร์เราก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อฟัง เช่นในพระคัมภีร์ได้สั่งห้ามไม่ให้มีการสำรวจสำมะโนประชากร (ซึ่งซาตานอยู่เบื้องหลังและเป็นการละเมิดต่อเสรีภาพส่วนบุคคล)

 

ดาวิดซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลในตอนนั้นตัดสินใจผิด ทำการสำรวจสำมะโนประชากร (ซึ่งแสดงออกถึงการไม่ไวว้างใจในการทรงจัดเตรียมของพระเจ้า ) อิสราเอลตอนนั้นจึงถูกตีสอนจากพระเจ้า รัฐบาลไมมี่สิทธิที่จะรู้ในเรื่องส่วนตัวของบุคคลและไม่สามารถละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนได้ ซึ่งผิดกับหลักการของพระคัมภีร์ (น่าสังเกตุ ในยุคกลางของประเทศอังกฤษ เจ้าที่ดินได้ให้ชาวนามาทำงานในที่ดินของตน โดยเก็บผลผลิต 3 เดือนเป็นของเจ้าของที่ดิน ซึ่งเท่ากับเก็บภาษีจากชาวนา 25 เปอร์เซ็นต์ ชาวนาได้เก็บผลผลิต 9 เดือนหรือ 75 เปอร์เซ็นต์ แต่ในสหรัฐ อเมริกาปัจจุบัน ผู้คนรายได้สูงๆต้องจ่ายภาษีถึง 60-70 เปอร์เซ็นต์ ระดับกลางๆก็ต้องจ่ายภาษี 30 เปอร์เซ็นต์ ทุกคนยอมอยู่ภายใต้ระบบของรัฐบาล และรัฐบาลต้องนำจากเงินภาษีเหล่านี้ไปช่วยคนตกงานคนยากจนประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่เก็บภาษีมาได้ น่าคิดว่า ถ้าเราอยากช่วยคนเหล่านี้ ควรน่าจะมาจากความคิดเสรีภาพในการตัดสินใจของเราเองมากกว่า โดยไม่ควรให้รัฐบาลมาแทรกแซง หลายๆประเทศปัจจุบัน ทำให้คนยอมเป็นทาสรัฐบาล เช่นที่อังกฤษ ซึ่งเป็น

ระบบสังคมนิยม รอความช่วยเหลือเพียงจากรัฐบาล (และลืมพระเจ้า )

 

หลักการของพระเจ้าบอกว่า ให้มนุษย์มีสามีเดียวภรรยาเดียว ( right man right

woman ) การสมรสนอกนั้นไม่ถูกต้องและก่อปัญหาเสมอ เช่นอับราฮัมกับนางฮาการ์ โซโลมอนมี

ภรรยา 700 คน จนทำให้อิสราเอลแตกเป็นสองเสี่ยงใต้เหนือและสิ้นชาติในที่สุด หลักการของพระเจ้าต้องมีการสมรสให้ถูกต้องระหว่างหญิงชาย ปัจจุบันหลายประเทศให้เพศเดียวกันสมรสกันได้ หายนะก็มาถึงสามีที่มีคุณธรรมก็จะรักภรรยา เหมือนดังที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักรของพระองค์ ซึ่งได้มาจากการที่เขาได้เรียนรู้หลักคำสอนพระคัมภีร์ (ซึ่งเป็นความคิดหรือพระทัยของพระคริสต์ – 1 โครินธ์ 2:16)  เขาจึงสามารถสะท้อนพระคุณของพระเจ้าได้ เมื่อสามีรักภรรยาก็จะให้แต่สิ่งที่ดีๆกับภรรยาดังที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักรมากจนยอมสิ้นพระชนม์เพื่ออคริสตจักรของพระองค์ และภรรยาก็เชื่อฟังสามีโดยไม่มีข้อยกเว้น เพราะภรรยาก็ต้องยอมรับว่าตนได้เลือกสามีแล้วด้วย ยิ่งเมื่อเราได้เรียนหลักคำสอนพระคัมภีร์และเติบโตขึ้นในชีวิตฝ่ ายวิญญาณเราก็พัฒนาความคิดให้เหมือนกับพระเยซูคริสต์มากขึ้นๆ การตัดสินใจด้วยอารมณ์ก็จะ ลดลงๆ พระแยซูคริสต์ทรงแก้ไขปัญหาต่างๆ จากการรับการทรงนำและฤทธิ์เดชที่มาจากการรับประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ( เอเฟซัส 5:18 ) และฤทธิ์เดชที่มาจากหลักคำสอนพระคัมภีร์ที่มีอยู่เต็มในจิตใจของพระองค์ ( ฮีบรู 4:12 ) แต่ไม่ใช่ว่าพอภรรยามีปัญหากับสามีก็ขอฤทธิ์เดชจากพระเจ้าและแช่งให้สามีตายไป ด้วยเหตุนี่ผู้หญิงในฐานะที่เป็นภรรยาก็จำเป็นต้องพัฒนาชีวิตฝ่ ายวิญญาณของตน ภรรยาจึงต้องควรเติบโตฝ่ายวิญญาณไปพร้อมๆกันกับสามี พัฒนาความสามารถที่ะรับพระพรไปพร้อมๆกัน ผ่านการเรียนรู้และการประยุกต์ใช้หลักคำสอนพระคัมภีร์เสมอๆทุกวันไปเช่นเดียวกันกับสามี

               พระเยซูคริสต์ในฐานะที่ทรงเป็นเจ้าบ่าวของเรา ผู้เชื่อในยุคคริสตจักรที่เป็นเจ้าสาวของพระองค์ พระคริสต์จึงทรงพร้อมเสมอที่จะประทานสิ่งดีทุกสิ่งจากคลังทรัพย์อันรุ่งเรืองของพระองค์ให้กับเรา เพราะพระเยซูคริสต์เจ้าบ่าวของเราทรงร่ำรวยที่สุดในจักรวาล เราในฐานะภรรยาของพระองค์จึงต้องขยันพัฒนาตนเองให้เป็นเจ้าสาวที่น่ารักของพระองค์ โดยการเรียนและประยุกต์ใช้หลักคำสอนพระคัมภีร์ (ซึ่งเป็นความคิดของพระคริสต์) ทุกวันๆ นั่นคือผู้เชื่อกลายเป็นผู้ที่รู้ใจพระเจ้า (man after God’s heart) จากนั้นการทำการต่างๆจึงถูกต้องเพราะออกมาจากแรงจูงใจที่ถูกต้อง คือเชื่อฟังและรักพระองค์เพราะพระองค์ทรงรักเรามากมายอยู่แล้ว พระเจ้าไม่ทรงต้องการให้เราเน้นที่พิธีกรรมที่ปราศจากความจริง เน้นกิจกรรมต่างๆที่มิได้เสริมสร้างฝ่ ายวิญญญาณขึ้น เน้นกิจกรรมต่างๆที่เพียงแค่กระตุ้นอารมณ์ เน้นสร้างอาคารใหญ่โตแต่มิได้สร้างพระนิเวศน์ฝ่ ายวิญญาณคือชีวิตของผู้เชื่อขึ้นมาจนเราไม่มีเวลาให้ตนเองที่จะเติบโตฝ่ายวิญญาณ ไม่มีเวลาที่จะสามัคคีธรรมมีความสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้าผ่านพระคำของพระองค์ ไม่มีเวลาให้กับครอบครัว ถวายทรัพย์จนเป็นการปล้นครอบครัวของตนเอง และใน

ที่สุดก็จะเครียดและกังวลใจ พระเจ้าไม่ต้องการให้เราเครียดจากการที่คิดว่าต้องทำๆๆๆสิ่งเหล่านีเพื่อทีพระเจ้าจะอวยพรเรา เช่น เมื่อสามีได้พัฒนาความรักคุณธรรมที่มีต่อภรรยา ภรรยาพัฒนาก็พัฒนาในการเห็นคุณค่าและเชื่อฟังสามี ทุกอย่างก็ไปได้ด้วยดี

 

ในเรื่องครอบครัว พระเจ้าบัญชาว่าพ่อแม่ต้องสั่งสอนลูกในทางที่ถูกต้องและตีสอนลูก ในขณะที่ยังตีสอนได้ เมื่อลูกแหกกฎของพ่อแม่ ถ้าลูกไม่ได้รับการตีสอนเมื่อแหกกฎ เขาก็จะละเมิดและแหกกฎตลอดไปเขาจะเป็นคนที่ไม่มีถ่อมใจและไม่เชื่อฟังต่อระบบสิทธิอำนาจต่างๆ (การถ่อมใจและการเชื่อฟังเป็นสิ่งเดียวกัน ) ถ้าคุณไม่ตีสอนลูก ตำรวจ ผู้พิพากษา ศาล คุก ก็จะตีสอนเขาต่อไป และเช่นเดียวกันถ้าคุณยังไม่ได้เชื่อฟังพระเจ้าทุกเรื่อง อย่าเพิ่งบอกว่าคุณได้รักพระเจ้า (ยอห์น 14:15)

*ถ้ามนุษย์มีอิสรเสรีภาพ แต่ไม่อยู่ในระบบสิทธิอำนาจต่างๆ ก็จะกลายเป็น “อนาธิปไตย” (anarchy)

 

มีแต่ความสับสนวุ่นวาย บ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแป ผู้คนทำตามอำเภอใจ (ซึ่ง “อำเภอใจ” เป็นอำเภอที่อันตรายมากอันตรายิ่งกว่าอำเภอในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้) ไม่มีผู้นำ ไม่ยอมจำนนต่อผู้ที่มีสิทธิอำนาจอันถูกต้องชอบธรรม

 

*ถ้ามนุษย์มีหรือใช้สิทธิอำนาจมากจนเกินไป แต่ไม่มีอิสรเสรีภาพ ก็จะกลายเป็นเผด็จการ เช่นที่ประเทศเกาหลีเหนือ  , พม่า ,จีน และประเทศสารขันธ์ ในปี2015 ประเทศเหล่านี้ไม่ยอมให้ผู้คนมีเสรีภาพ ก็เป็นพวกทรราชย์ ( tyranny )หรือผู้ปกครองที่กดขี่ข่มเหงประชาชน ตัวอย่างเช่น สามีเป็นหัวหน้าครอบครัว แต่ไม่ให้อิสรเสรีภาพกับภรรยาเลย โดยไม่ยอมให้ภรรยาใช้เสรีภาพใน

การตัดสินใจเลย สามีก็เป็นทรราชย์

 

ผู้ที่รับสิทธิอำนาจตามระบบสิทธิอำนาจในที่ต่างๆ เช่น คุณครู ที่โรงเรียน , พ่อแม่ ในครอบครัว  , ผู้อำนวยการ ผู้จัดการ หัวหน้างานของคุณ ในที่ทำงาน , ศิษยาภิบาล-อาจารย์ ที่คริสตจักร

 

โรม 13:1-4 “ทุกคนจงยอมอยู่ใต้สิทธิอำนาจของผู้ที่มีอำนาจปกครอง เพราะว่าไม่มีสิทธิอำนาจใดเลยที่มิได้มาจากพระเจ้า”

 

ต้องยอมจำนนต่อผู้นำ ต่อกฎหมาย (ที่ไม่ขัดแย้งกับหลักการแห่งความจริงของพระเจ้าที่มาจาก

หลักคำสอนพระคัมภีร์ ) แต่ขอสังเกตุว่า ประเทศใดที่คนโดยรวมอยู่ในความชั่ว (ผู้คนในประเทศส่วนใหญ่ที่ไม่เชื่อปฏิเสธพระเยซูคริสต์ ผู้เชื่อในประเทศนั้นที่ปฏิเสธที่จะเรียนหลักคำสอนพระคัมภีร์และโตขึ้นฝ่ายวิญญาณ-โฮเชยา 4:6) ก็มักจะได้ผู้นำที่ชั่วช้า เสมอ แต่ถ้าประชาชนตอบสนองต่อแผนการของพระเจ้า คือ “มาถึงความรอดและเติบโตขึ้นในชีวิตฝ่ ายวิญญาณ-มาถึงความรู้ที่เหนือกว่าของพระเจ้า” ( 1 ทิโมธี 2:3-4 ) พระเจ้ากจ็ ะทรงประทานผู้นำที่ดีให้กับประเทศนั้น แต่ในทางกลับกัน พระเจ้าก็จะทรงให้ผู้นำที่เลวกับประเทศ ถ้าประชาชนโดยรวมปฏิเสธแผนการของพระเจ้า

                “You get what you deserve” – คุณได้รับตามที่คุณสมควรได้รับ

 

พระเจ้าต้องการให้มนุษย์ได้รู้ว่า ไม่ว่ามนุษย์ (หน้าไหน) หรือไม่มีผู้นำที่เป็นมนุษย์ใดก็ตามสามารถที่จะนำความสุขที่แท้จริงมาถึงพวกเขาได้ นอกจากพระเจ้าพระองค์เอง

ตัวอย่าง ประธานาธิบดี โธมัส เจฟเฟอร์สัน และเบญจามิน แฟลงคลิน ทั้งคู่เป็นผู้เชื่ออที่รู้จักพระคำของพระเจ้าดี เป็นผู้เชื่อที่เติบโตฝ่ายวิญญาณแล้ว ได้เขียนจดหมายถึง กษัตริย์ยอร์จ ที่ 3 แห่งอังกฤษ ให้อยู่ในหลักการของพระเจ้า เลิกกดขี่ข่มเหงคนอเมริกัน และในที่สุดก็ประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ และได้มีรัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้ถูกเขยีนขึ้นตามหลักการของพระเจ้าที่มาจากหลักคำสอนพระคัมภีร์และเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวของอเมริกาที่ใช้มาจนถึงปัจจุบันไม่เปลี่ยนแปลงและไม่มีใครมาฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงกันข้ามกับประเทศไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญบ่อยมาก (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475จนถึงปัจจุบันในปี 2557 รัฐธรรมนูญของไทยได้เปลี่ยนมาถึง 19-20 ฉบับแล้ว) ได้แสดงถึงความไม่มั่นคงในประเทศและความไม่มีสันติสุขและไม่มีความเจริญรุ่งเรืองในประเทศ ( ที่ผู้คนโดยรวมในประเทศได้ปฏิเสธพระเยซูคริสต์มาเป็นเวลานานมากถึงมากกว่า 160 ปี และผู้เชื่อในประเทศส่วนใหญ่ได้ปฏิเสธความรู้ที่เหนือกว่าของพระเจ้าคือผู้เชื่อปฏิเสธที่จะเรียนหลักคำสอนพระคัมภีร์และเติบโตขึ้นฝ่ายวิญญาณ ประเทศนี้จึงไม่มีผู้เชื่อที่เติบโตฝ่ายวิญญาณ ( pivot- pleroma believers )พอที่จะเป็นเกลือแห่งแผ่นดินโลกที่จะช่วยกู้ประเทศไว้ได้เพือไม่ให้ประเทศเน่า จึงเป็นเรื่อองทีน่าเศร้าใจจริงๆ ) ด้วยเหตุนี้การที่เราจะมีความสุขความเจริญรุ่งเรืองจึงขึ้นอยู่กับปริมาณของการที่เรามีพระคำหรือหลักคำสอนพระคัมภีร์ของพระเจ้าอยู่ในจิตใจของเราเท่านั้นที่จะเป็นตัวบ่งชี้ที่ส่งผลต่อทั้งปัจเจกบุคคลแต่ละคนและรวมถึงผลรวมของประเทศด้วยที่จะล่มสลายหรือเจริญรุ่งเรือง

 

xxxxxxxxxxxxxxxx

               ระบบสิทธิอำนาจที่ชอบธรรม+ เสรีภาพในทางที่ถูกต้อง = ความมั่นคง  , การมีเสถียรภาพ

(Authority + Freedom = Stability)

 

การที่ผู้มีสิทธิอำนาจได้ใช้ดาบ คือใช้สิทธิอำนาจอย่างถูกต้องชอบธรรม เพื่อที่จะจัดการปราบปรามผู้ที่ทำลายสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อที่บุคคลโดยทั่วไปจะสามารถที่จะ

               1. ที่เขาจะได้มีโอกาสเชื่อในพระเยซูคริสต์

               2. เพื่อที่ผู้เชื่อจะได้มีโอกาสเติบโตขึ้นในชีวิตฝ่ายวิญญาณ

เมื่อผู้มีสิทธิอำนาจในระบบสิทธิอำนาจต่างๆ ได้ให้ผู้คนที่อยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของเขาได้สามารถใช้ความคิดเสรีภาพในการตัดสินใจ ก็จะเกิดความมั่นคงและเสถียรภาพขึ้นมา

 

ตัวอย่าง อเมริกาอาจจะล้มเหลวลงได้ภายในไม่กี่ปี เพราะไม่เหมือนนิวซีแลนด์ที่มีผู้นำดี เคารพในเสรีภาพและความเป็นส่วนตัวของบุคคล และอีกประเทศที่น่าอยู่ในเอเชียคือสิงคโปร์ แต่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ มีคอรัพชั่มากมาย รัฐบาลมีกฎหยุมหยิม มัดมือประชาชนไม่ให้ทำโน่นไม่ให้ทำนี่ การที่ประเทศจะมั่นคงต้องมีการทหารที่มั่นคงคอยปกป้องประเทศ และระบบความยุติธรรมในประเทศต้องถูกต้องชอบธรรม (เช่นตำรวจ , ศาลสถิตยุติธรรม) เช่นในพระคัมภีร์ได้บอกว่า “คนที่เป็นฆาตกรจะต้องถูกประหารชีวิต” แต่ระบบที่ต่อต้านพระเจ้าบอกว่าต้องไม่มีการลงโทษประหารชีวติ ทำไมคนปกติต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูฆาตกรในคุก 20 ปี  30 ปี หรือตลอดชีวิต?  เพราะมาจากระบบความคิดของพวกเสรีนิยม (liberalism) พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า “ผู้ที่ถืvดาบ มิได้ถือดาบไว้เปล่าๆ” ผู้ที่ถือสิทธิอำนาจจึงต้องใช้สิทธิอำนาจอย่างถูกต้องชอบธรรม เพื่อสังคมที่สงบสุข เพื่อผู้คนจะมีเสรีภาพที่จะเลือกตัดสินใจ

 

 กฎหมายและหลักการต่างๆที่พระเจ้าทรงสถาปนาไว้เพื่อสังคมที่สงบสุข (The Laws

of Divine Establishment) จึงเป็นวิธีการที่พระเจ้าทรงประทานความมั่นคงในประเทศ ทั้งกับผู้

เชื่อและผู้ที่ไม่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ให้ผู้ไม่เชื่อที่จะมีโอกาสในการได้รับ ได้ฟังพระกิตติคุณเรื่องความรอดและได้มีเสรีภาพที่จะตัดสินใจเชื่อหรือปฏิเสธในพระเยซูคริสต์ ( คนส่วนใหญ่เชื่อว่ามีพระเจ้า แต่มิได้เชื่อในพระเยซคู ริสต์ในฐานะเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของตน ก็ไม่รอด ไม่ได้ไปสวรรค์ เฉกเช่นมารซาตานและปีศาจก็เชื่อว่ามีพระเจ้าและก็กลัวจนตัวสั่นแต่มิได้เชื่อในพระเยซูคริสต์ก็ไม่รอด ) ดังนั้นพระเจ้าจึงต้องการให้มีเสรีภาพในการประกาศพระกิตติคุณเรื่องความรอด และให้ผู้เชื่อมีเสรีภาพที่จะมาประชุมกันเพื่อรับการหนุนใจการเสริมสร้างขึ้นฝ่ ายวิญญาณ (ฮีบรู 10:25) จากการมามีสัมพันธภาพกันในพระคำ คือสามารถที่จะมีเสรีภาพในการศึกษาพระคัมภีร์ซึ่งเป็นการนมัสการพระเจ้าด้วยความจริง ( ยอห์น 4:24 ) ถ้าที่ใดประเทศใดทำการนอกเหนือจากนี้ ก็ได้เป็นการขัดแย้งกับกฎหมายและหลักการต่างๆที่พระเจ้าทรงสถาปนาไว้เพื่อสังคมที่สงบสุข

 

ตัวอย่าง ในประเทศอาหรับถ้ามีใครไปประกาศพระกิตติคุณมีโทษประหารชีวิต เกาหลีเหนือถ้าใคร

ประกาศพระกิตติคุณต้องถูกจำคุกตลอดชีวิต แต่สำหรับประเทศไทยมีเสรีภาพในการประกาศพระกิตติคุณและเสรีภาพในการที่ผู้เชื่อจะได้เรียนหลักคำสอนพระคัมภีร์ ประเทศไทยจึงยังคงพอมีอนาคตอยู่บ้าง

 

ความถ่อมใจและการเชื่ออฟังเป็นสิ่งเดียวกัน

 

ก่อนที่จะสามารถเชื่อฟังใครได้ คุณต้องรู้จักคนนั้นให้ดีพอก่อน ว่าเขาชอบหรือไม่ชอบสิ่งใด

สำหรับผู้เชื่อกับพระเจ้าก็เช่นกัน พระเจ้าทรงประสงค์การเชื่อฟังพระองค์มากกว่าเครื่องถวายบูชา

เพราะฉะนั้น “อย่าบอกว่าเชื่อฟังถ้ายังไม่รู้จัก อย่าบอกว่ารักถ้ายังรู้จักไม่ลึกซึ้ง”

 

การที่ผู้เชื่อจะถ่อมใจและเชื่ฟังพระเจ้า จึงควรที่ผู้เชื่อจะต้องรู้จักความจริง รู้จักน้ำพระทัย

แผนการ หลักการและกฎเกณฑ์ของพระองค์ให้ถ่องแท้ก่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยไว้ครบสมบูรณ์แล้วในพระคัมภีร์ที่ถูกบันทึกครบเล่มสมบูรณ์แล้ว-หลักคำสอนพระคัมภีร์ (ไม่มีการเปิดเผยผ่านทางอื่นใดอีกแล้วในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นทางการเผยพระวจนะ  , นิมิต , ความฝัน, ทูตสวรรค์มาบอก, การพูดภาษาแปลกๆ ฯลฯ ซึ่งงคริสตจักรหลายแห่งยังคงเข้าใจผิดอยู่และถูกสาปแช่ง – วิวรณ์ 22:18-19) ตัวอย่าง บางคนเข้าใจผิดว่าแค่คิดก็ไม่บาป แต่พระคำของพระเจ้าบอกว่า ความโกรธ ความกังวลใจ โมโห รากขมขื่นในใจ เหล่านี้ก็บาป เช่นเรื่องความโกรธที่พระคัมภีร์หลายๆฉบับแปลผิดว่า “จะโกรธก็โกรธได้ ...” ซึ่งจริงๆแล้วการโกรธก็บาปแล้ว การแปลที่ถูกต้องได้แปลว่า “ท่านกำลังโกรธอยู่ อย่าทำบาป...” และมักยกเอาตอนที่พระเยซูคริสต์ทรงคว่ำโต๊ะของพวกพ่อค้าที่ทำให้พระวิหารของพระเจ้าเป็นซ่องโจรว่าพระเยซูคริสต์ทรงพระพิโรธ (โกรธ) พระองค์มิได้โกรธแต่แสดงให้เห็นถึงการทำเช่นนั้นว่าเป็นการทำผิดในพระวิห าร ผู้เชื่อเราเองมักเลี่ยงบาปที่ตนชอบไว้แต่ละคนแตกต่างกันไป

 

ปัญหาสำคัญคือพ่อแม่และคริสตจักรควรสอนให้เด็กๆได้รู้จักระบบโลกของซาตาน ซึ่งงรวมถึงความคิดของซาตาน นโยบายของซาตาน เช่นในเรื่องการถูกหลอกในเรื่องการผิดเพศ ยาเสพติด ภาพลามกต่างๆ ฯลฯ สอนให้รู้ถึงสิ่งเหล่านี้ที่พระเจ้าไม่ทรงยอมรับ ซึ่งงมันอันตรายมากๆ เช่นเรื่อองเมืองโสโดม โกโมรา ถ้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวพัวพันกับสิ่งเหล่านีก็จะถูกพระเจ้าตีสอนอย่างแน่นอน

 

ดังนั้นผู้เชื่ออจงึ ต้องมีจุดยืนที่มั่นคงอยู่บนความจริงของพระเจ้า อยู่บนน้ำพระทัยของพระคริสต์ที่มาจากหลักคำสอนพระคัมภีร์ (1 โครินธ์ 2:16) และต้องรู้ว่าพระองค์ทรงรักเรามากมายเพียงใด รวมถึงต้องสั่งสอนลูกต่อไปด้วย ว่าไม่ใช่แค่ได้รับความรอดก็พอ แต่เป็นเหมือนรอดจากไฟ ไม่สอนให้เขาให้ได้เติบโตขึ้นในชีวิตฝ่ ายวญิ ญาณ ดังนั้นพ่อแม่จึงต้องเติบโตขึ้นในชีวิตฝ่ ายวิญญาณ ผ่านการเรียนรู้และการประยุกต์ใช้หลักคำสอนพระคัมภีร์ภายใต้การทรงนำและฤทธิ์เดชจากการประกอบด้วยพระวิญญาณฯเสมอๆทุกวันๆ และสั่งสอนลูกของตนในทางพระเจ้าเช่นกัน

 

ถ้าพ่อแม่เอาแต่ขยะเข้าสู่จิตใจของลูก ก็จะทำให้จิตใจของเขาผิดเพี้ยนไปเข้าสู่ระบบโลกของ

ซาตานในที่สุด ทำให้ลูกเกิดสูญญากาศในจิตใจที่พร้อมจะดึงดูดเข้ามาของความคิดตามระบบโลกของซาตาน ถ้าพ่อแม่ ( และคริสตจักร )ไม่ใส่ความจริงของพระเจ้าเข้าไปในจิตใจของเด็กๆ ผลเสียต่างๆก็จะตามมาทั้วครอบครัวและสังคมโดยรวม พ่อแม่จึงต้องสอนความจริงของพระเจ้ากับลูกเพื่อที่เขาจะได้ไม่ถูกหลอก เช่นเรื่องการผิดเพศ , การมีเพศสัมพันธ์นอกการสมรส ,ยาเสพติดเป็นต้น เช่น ศานาทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี แต่ศาสนาเป็นกลลวงของซาตาน ศาสนาเป็นกลอุบายชิ้นเอกของซาตาน ( Religion is Satan’s Ace Trump ) ซึ่งศาสนาทุกศาสนาได้เน้นไปที่ความดีของมนุษย์ ( human good ) ซึ่งซาตานได้อยู่เบื้องหลังและสนับสนุน  ซึ่งได้หมิ่นนประมาทและแข่งกับระบบพระคุณของพระเจ้า และแข่งกับพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ที่ทรงกระทำสำเร็จแล้วที่บนกางเขน พระเจ้าจึงทรงบอกว่า“ ความดีหรือความชอบธรรมของมนุษย์ก็ไม่ต่างอะไรไปจากผ้าเปื้อนเลือดประจำเดือน”( ผ้าสกปรก ) ( แปลตรงจากภาษาฮีบรู- อิสยาห์ 64:6 ก )

 

ขอให้คุณเป็ นผู้เชื่อที่รู้จัก เชื่อฟังและรักพระเจ้าจนสามารถเชื่อฟังพระคริสต์ดังที่พระองค์ตรัสว่า

 

“ถ้าเจ้ารักเรา เจ้าจะทำตามคำบัญชาของเรา (ทุกประการ)”

ยอห์น 14:15