สถาบันหลักคำสอนพระคัมภีร์

 

น้องเคยคิดไหมว่า...?

 

ทุกสิ่งที่อยู่รอบข้างน้องนั้นมาจากไหน? ใครสร้างดวงอาทิตย์  โลก และดวงจันทร์ ใครสร้างต้นไม้ ดอกไม้ สัตว์ต่างๆ และนกแสนสวยงามให้เราได้ชม? น้องอาจเคยคิดว่ามนุษย์คนแรกมาจากไหน พระคัมภีร์ไบเบิลซึ่งเป็นพระคำของพระเจ้าเขียนไว้ตั้งแต่ข้อแรกเลยว่า

 ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดินโลก (ปฐมกาล 1:1)

adam and eve family blank.png

พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่าพระเจ้ายังทรงสร้างสองคนแรก คือ อาดัมและเอวา ทุกคนเกิดมาจากเขาสองคน ใช่ อาดัมและเอวาเป็นบรรพบุรุษของน้องเอง!

 

พระเจ้ายังตรัสผ่านหนังสือของพระองค์ (พระคัมภีร์ไบเบิล) ว่าพระองค์ทรงชอบธรรมและยุติธรรม:

“พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลายทรงเป็นผู้ชอบธรรม

ในทุกสิ่งซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำ” (ดาเนียล 9:14)

 

นี่หมายความว่าพระเจ้าไม่เคยทำผิดบาปแม้แต่ครั้งเดียว ความคิด การตัดสินใจ การพิพากษา และพระราชกิจทุกอย่างของพระองค์ทรงสมบูรณ์แบบทุกประการ

 

ความบาปคืออะไร? บาปคือการกบฏต่อพระเจ้า อะไรก็ตามที่เราคิด พูด หรือทำ ที่พระเจ้าไม่ชอบ นั่นคือบาป น้องอาจถามตัวเองว่า ฉันเคยทำบาปต่อพระเจ้าไหม? ถ้าน้องเคยอิจฉาเพื่อน โกรธแค้น นินทา โกหก ตัดสินคนอื่น หรือดื้อต่อพ่อแม่ น้องก็ทำบาปไปแล้ว จริงๆแล้วมีบาปอีกเยอะแยะมากมายที่มนุษย์เราได้ทำ นอกเหนือจากนั้นแล้ว พระเจ้าทรงประกาศว่าทุกคนที่เกิดมาบนโลกนี้เป็นคนบาป ซึ่งเราคงเถียงกับพระเจ้าไม่ได้นะ พระเจ้าได้ตรัสไว้ว่า

 

“ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบทำสักคนเดียว ไม่มีเลย” (โรม 3:10)

 

 “ทุกคนทำบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (โรม 3:23)

 

สองข้อนี้บอกเราว่าไม่มีใครดีพอที่จะเข้าใกล้พระเจ้า พระเจ้าทรงสมบูรณ์แบบในทุกประการและเราทุกคนเป็นคนบาป เราจึงไม่สามารถเข้าสวรรค์เพื่ออยู่กับพระองค์ได้ บางคนชอบคิดว่า ฉันรู้อยู่ว่าพระเจ้าและสวรรค์นั้นบริสุทธิ์ แต่ถ้าฉันตั้งใจทำดีทำบุญเยอะๆ แล้วทำบาปน้อยๆ พระเจ้าคงให้ฉันเข้าสวรรค์ ใช่ไหม? ด้วยความคิดเช่นนี้หลายคนจึงพึ่งศาสนาและความดีของตนเพื่อพระเจ้าจะยอมรับพวกเขา การทำดี อาจจะให้เราดูดีในสายตาของคนที่อยู่รอบข้างเรา แต่พระเจ้าบอกอย่างชัดเจนว่าความพยายามเช่นนี้ ไม่ได้ดีพอสำหรับพระเจ้า พระเจ้าให้ผู้เผยพระคำของพระเจ้าท่านหนึ่ง ชื่ออิสยาห์ เขียนลงว่า

“ข้าพระองค์ทุกคนได้กลายเป็นเหมือนสิ่งที่ไม่สะอาด และการกระทำอันชอบธรรมของข้าพระองค์ทั้งสิ้นเหมือนเสื้อผ้าที่สกปรก [ในสายตาของพระเจ้า]”

(อิสยาห์ 64:6)

เอาล่ะ น้องคงมีคำถามว่า “ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันจะทำอะไรถึงจะได้เข้าสวรรค์? ” คำตอบคือ ไม่มีการกระทำอะไรที่จะทำให้น้องเข้าสวรรค์ได้! อย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงรักน้องมากๆ พระองค์จึงกระทำทุกสิ่งให้เรา เพื่อที่เราจะสามารถไปอยู่กับพระองค์บนสวรรค์ตลอดไปเป็นนิตย์

 

พระองค์ได้ทำอะไรหรือ? พระเจ้าทรงส่งพระบุตรของพระองค์ คือ พระเยซูคริสต์ ลงมาจากสวรรค์ยังโลกเพื่อที่จะรับการพิพากษาลงโทษบาปแทนเรา นั่นหมายความว่า น้องจะไม่ต้องถูกลงโทษสำหรับบาปที่น้องได้ทำ เพราะว่าพระเยซูยอมที่จะรับโทษแทนน้องและทุกคนตั้งแต่อาดัมจนถึงมนุษย์คนสุดท้าย (พระเจ้าทรงทราบทุกสิ่ง แม้แต่อนาคต พระเจ้าจึงทราบว่าทุกคนจะทำบาปอะไรบ้าง)

หลังจากพระองค์ได้รับการลงโทษสำหรับบาปประการสุดท้ายแล้ว พระองค์ทรงร้องออกไปดังๆ ว่า “สำเร็จแล้ว” แล้วพระองค์ทรงก้มศีรษะลง และได้ปล่อยจิตใจและวิญญาณของพระองค์ไปจากร่างกายของพระองค์ ตอนพระองค์ร้องว่า “สำเร็จแล้ว” พระองค์หมายความว่า การลงโทษบาปนั้นจบสิ้นไปแล้ว

 

พระเจ้าพระบิดาทรงพอพระทัยกับการลงโทษบาปนั้น พระองค์จึงสามารถมอบความชอบธรรมของพระองค์แก่ผู้ใดก็ตามที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ น้องอาจตั้งคำถามว่า แค่เชื่อในพระเยซูก็จะไปสวรรค์ได้หรือ? ทำไมเป็นอย่างนั้น? คำตอบคือ การที่น้องเชื่อในพระเยซูคริสต์ ก็เป็นการตัดสินใจว่าน้องจะไม่พึ่งความดีของตนเองเพื่อเข้าสวรรค์ แต่ได้ไว้วางใจในพระเจ้าแทน เท่ากับว่าน้องได้ทิ้ง “เสื้อผ้าที่สกปรก” แล้วได้สวมใส่ความชอบธรรมอันบริสุทธิ์ของพระเจ้าเข้ามาแทน

 

“ส่วนคนที่มิได้อาศัยการกระทำดีของตน แต่ได้เชื่อในพระองค์ ผู้ทรงโปรดให้คนอธรรมเป็นคนชอบธรรมได้ ความเชื่อ [ในพระเยซูคริสต์] ของคนนั้นต้องนับว่าเป็นความชอบธรรม [อันสมบูรณ์แบบจากพระเจ้า] แก่เขา” (โรม 4:5)

“...จิตใจของข้าพเจ้าจะลิงโลดในพระเจ้าของข้าพเจ้า เพราะพระองค์ได้ทรงสวมข้าพเจ้าด้วยเสื้อผ้าแห่งความรอด พระองค์ทรงคลุมข้าพเจ้าด้วยเสื้อแห่งความชอบธรรม...” (อิสยาห์ 61:10)

ดังนั้นเมื่อพระเจ้ามองเข้าไปในจิตใจและเห็นว่า น้องได้ตัดสินใจเชื่อในพระเยซูแล้ว พระองค์สามารถทำให้น้องเป็นคนชอบธรรม น้องจึงสามารถมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้ในทันที ไม่ใช่เพราะการกระทำใดๆ ของน้องเอง แต่เพราะว่าน้องได้เชื่อในการกระทำซึ่งพระเจ้ากระทำให้น้อง  

 

“เหตุฉะนั้นเมื่อเราเป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้ว เราจึงมีสันติสุข [ได้กลับคืนดี] กับพระเจ้าทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (โรม 5:1)

 

“เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ [พระเยซูคริสต์] ผู้ทรงไม่มีบาป ให้เป็นความบาปเพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์” (2 โครินธ์ 5:21)

 

แล้ว จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าฉันไม่เชื่อในพระเยซูคริสต์? พระคัมภีร์ไบเบิลเขียนไว้ชัดเจนมากว่า คนใดที่ไม่เชื่อในพระเยซูคริสต์ จะต้องอยู่ต่อหน้าพระเจ้าที่ “บัลลังก์สีขาว” ณ “การพิพากษาครั้งสุดท้าย” ซึ่งจะจัดขึ้นหลังจากพระเจ้ากระทำให้ประวัติศาสตร์ของมนุษย์จบสิ้นลงแล้ว ในตอนนั้นจิตใจของทุกคนที่ปฏิเสธพระเยซูในฐานะพระผู้ช่วยให้รอดของตน ก็จะถูกพิพากษาว่าได้ปฏิเสธความรักและแผนการความรอดอันสมบูรณ์แบบของพระองค์ เนื่องจากว่า พวกเขาไม่มีความชอบธรรมอันสมบูรณ์แบบของพระเจ้า พวกเขาก็ต้องถูกโยนลงในบึงไฟนรก และจะทนทุกข์ทรมานตลอดชั่วนิรันดร์

 

“และผู้ใดที่ไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิต [ได้แก่คนที่ไม่เชื่อในพระเยซูคริสต์ในฐานะผู้ไถ่บาป] ผู้นั้นก็ถูกทิ้งลงไปในบึงไฟ” (วิวรณ์ 20:15 )

 

“ในเปลวเพลิงจะลงโทษสนองคนเหล่านั้นที่ไม่รู้จักพระเจ้า และแก่คนที่ไม่เชื่อฟังข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา คนเหล่านั้นจะได้รับโทษอันเป็นความพินาศนิรันดร์ พ้นไปจากพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้า และจากสง่าราศีแห่งพระอานุภาพของพระองค์” (2 เธสะโลนิกา 1:8-9)

 

อย่างไรก็ตาม ถ้าน้องเชื่อในพระเยซูคริสต์ในฐานะเป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระเจ้าทรงสัญญาไว้ว่า น้องไม่มีวันถูกพิพากษาลงโทษ และจะได้อยู่กับพระองค์บนสวรรค์ตลอดไปเป็นนิตย์ ในพระคัมภีร์มีร้อยกว่าข้อ ซึ่งรับรองความรอดนิรันดร์ของน้อง ขอให้น้องอ่านสักสามสีข้อก่อน...

 

“เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรผู้ทรงบังเกิดอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะของพระองค์ [พระเยซูทรงบังเกิดจากหญิงบริสุทธิ์] เพื่อผู้ใดที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น 3:16)

 

“เพราะท่านทั้งหลายได้รอดแล้วโดยพระคุณ เพราะความเชื่อ ความรอดนั้นมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายเอง แต่เป็นของขวัญจากพระเจ้า” (เอเฟซัส 2:8) 

 

“ผู้ที่เชื่อในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์ ผู้ที่ไม่เชื่อในพระบุตรก็จะไม่เห็นชีวิต แต่พระพิโรธของพระเจ้าตกอยู่กับเขา” (ยอห์น 3:36)  

 

[พระเยซูตรัสกับเขาว่า] “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา” (ยอห์น 14:6) 

 

“ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” (กิจการ 4:12)

 

“เพราะว่าท่านทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้าโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์”

(กาลาเทีย 3:26)

 

“เหตุฉะนั้นบัดนี้การลงโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลายที่อยู่ในพระเยซูคริสต์”

(โรม 8:1ก) 

 

“จงเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์เจ้า และท่านจะรอด”

(กิจการ 16:31ก)

www.ibdoctrine.org