สถาบันหลักคำสอนพระคัมภีร์

สำหรับผู้ที่สอนใจในพระคำของพระเจ้า

บทเรียนพระคัมภีร์สำหรับเยาวชน

"ปฐมกาล" (บทเรียน 10-12)

 

บทที่ 10

 

การล้มลงในบาปครั้งแรกของมนุษย์

 

หัวข้อเรื่อง : เราทุกคนมีเสรีภาพในการตัดสินใจ

 

คำศัพท์ : บาปดั้งเดิมของอาดัม  ความตาย  วิญญาณของมนุษย์   การใส่ความบาป   ธรรมชาติบาป   จิตใจ   เสรีภาพในการตัดสินใจ

 

ข้อพระคัมภีร์ : “เพราะว่า คนทั้งปวงที่อยู่ในอาดัมต้องตายฉันใด คนทั้งปวงที่อยู่ในพระคริสต์จะมีชีวิตฉันนั้น” (1 โครินธ์ 15:22)

 

บทความ : ชื่อของชายคนแรกที่พระเจ้าทรงสร้างคือ “อาดัม” อาดัมไม่มีพ่อและแม่ พระเจ้าทรงปั้นร่างกายของเขาจากผงคลีดิน และทรงเนรมิตสร้างจิตใจของเขาจากที่ไม่มีอะไรเลย  อาดัมประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ร่างกาย (body) จิตใจ (soul) และวิญญาณของมนุษย์ (human spirit) จิตใจของอาดัมทำให้สามารถเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างในโลกรอบๆ ตัวเขา และวิญญาณของอาดัมทำให้เขาสามารถเข้าใจและรักพระเจ้า

        พระเจ้าทรงสร้างผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบให้เป็นภรรยาของอาดัม เธอไม่ได้ถูกสร้างจากผงคลีดิน แต่พระเจ้าทรงสร้างร่างของเธอจากกระดูกซี่โครงของอาดัม จากนั้น พระองค์ทรงเนรมิตสร้างจิตใจและวิญญาณของเธอ แล้วใส่ไว้ที่ร่างกายของเธอ พวกเขาได้อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบ มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่านที่นั่น (ปฐมกาล 2:10)  มีสัตว์ต่างๆพเนจรและเที่ยวเล่นไปมา  พวกมันเชื่องและไม่น่ากลัว อาดัมและภรรยารักพระเจ้าและรักซึ่งกันและกัน เขามีอาหารอร่อยมากมาย เขามีสัตว์เลี้ยงนานาชนิด แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือ การที่เขาได้พบกับพระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งเสด็จมาเยี่ยมพวกเขาทุกวันในยามที่ลมพัดมา ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่บอกเวลาที่พระองค์จะพบกับเขาและสอนหลักคำสอนพระคัมภีร์อันมหัศจรรย์ต่อเขา

        พระเจ้าทรงประทานร่างกาย จิตใจ และวิญญาณมนุษย์แก่อาดัมและหญิงนั้น ทรงมอบสวนที่สวยงามและมีสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แก่เขา ทรงประทานผลไม้หลากหลายชนิดให้กิน และให้เล่นสนุกกับสัตว์มากมาย พระเจ้าทรงประทานทุกสิ่งแก่เขาตามที่เขาต้องการ

        พระเจ้าทรงปลูกต้นไม้ “ที่งามน่าดูและที่เหมาะสำหรับเป็นอาหาร” หลากหลายชนิดในสวนเอเดน แต่ที่กลางสวนนั้นพระเจ้าทรงตั้งต้นไม้พิเศษไว้สองต้น ต้นหนึ่งคือ “ต้นไม้แห่งชีวิต” (the tree of life) อีกต้นหนึ่งคือ “ต้นไม้แห่งการสำนึกในความดีและความชั่ว” (the tree of the knowledge of good and evil) (ปฐมกาล 2:9)

        พระเจ้าทรงประทานเสรีภาพในการตัดสินใจ (volition) ให้เป็นองค์ประกอบหนึ่งของจิตใจของอาดัมและภรรยา เขาสามารถเลือกกินอาหารตามใจชอบ หรือจะเดินเล่น จะว่ายน้ำ จะเล่นกับสัตว์หรือจะนอนผักผ่อน เป็นต้น ที่สำคัญที่สุด เขาสามารถเลือกที่จะเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟังพระเจ้า พระเจ้าให้การทดสอบอาดัมกับภรรยาเพื่อเป็นการพิสูจน์ (ต่อซาตาน) ว่าเขาจะเชื่อฟังหรือไม่  พระเจ้าทรงบัญชาพวกเขาดังนี้ว่า:

 

“บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้งหมด เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นอย่ากิน เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตายแน่” (ปฐมกาล 2:16–17)

 

       ตอนแรก อาดัมและหญิงได้เชื่อฟังคำบัญชาของพระเจ้า แต่อยู่มา วันหนึ่ง ขณะที่หญิงนั้นอยู่ตามลำพัง เธอได้ยินเสียงเพราะๆ แต่เอ๊ะ! ใครกัน? ที่กำลังพูดกับเธอ ไม่ใช่เสียงของพระเจ้าที่เธอเคยได้ยิน และไม่ใช่เสียงของอาดัม แต่มันเป็นเสียงที่มาจากงู หญิงนั้นไม่รู้ว่าเสียงนั้นเป็นเสียงของซาตานที่เข้าไปสิงอยู่ในร่างของมัน

        เรามักจะคิดว่างูนั้นน่าเกลียด ตัวเลื่อมๆ และอันตราย  แต่นานมาแล้วเมื่องูนั้นอาศัยอยู่ในสวนเอเดน  เจ้างูนี้สวยงาม และเนื่องจากซาตานได้สิงร่างมัน มันก็ฉลาดมากถึงขนาดจะสามารถพูดได้ด้วย!  หญิงนั้นไม่กลัวมันเลย เพราะว่าไม่มีอะไรน่ากลัวในสวนนั้น ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นพระเจ้าทรงทำให้สัตว์ทั้งหมดเชื่องและเป็นมิตร

 

หญิงนั้นฟังงูพูดกับเธอว่า

 

“จริงหรือที่พระเจ้าตรัสห้ามว่า ‘อย่ากินผลจากต้นไม้ใดๆในสวนนี้’?” หญิงนั้นจึงตอบงูว่า “ผลของต้นไม้ต่างๆในสวนนี้เรากินได้ เว้นแต่ผลของต้นไม้ที่อยู่กลางสวนนั้น พระเจ้าตรัสห้ามว่า ‘อย่ากินหรือถูกต้องเลย มิฉะนั้นจะตาย’ ” (ปฐมกาล 3:1ข–3)

 

พระเจ้าไม่ได้ตรัสห้ามอาดัมและหญิงไม่ให้แตะต้อง พระองค์ทรงบัญชาว่า “ห้ามกิน” เท่านั้น (ปฐมกาล 2:17) ความคิดของหญิงนั้นเริ่มเปี้ยนแล้ว

 

“งูจึงพูดกับหญิงนั้นว่า “เจ้าจะไม่ตายจริงดอก เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่า เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นในวันนั้น แล้วเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้า คือสำนึกในความดีและความชั่ว” (ปฐมกาล 3:4-5)

 

        ซาตานกำลังบอกผู้หญิงว่าเธอจะไม่ตาย  ตอนนี้ เธอต้องเลือกว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือเชื่อซาตาน หญิงนั้นต้องทำการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต  แต่เธอถูกหลอกและเธอก็คิดว่า “ถ้าฉันกินผลไม้นั้น ฉันจะฉลาดเหมือนพระเจ้า” หญิงนั้นต้องการเป็นเหมือนพระเจ้า เธอจึงเลือกที่จะกบฏต่อพระองค์ เธอกินผลไม้ที่พระเจ้าตรัสห้าม ในทันใดนั้นเอง เธอได้ตายฝ่ายวิญญาณ คือ สูญเสียวิญญาณมนุษย์ของเธอไป และก็ไม่สามารถมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าต่อไปได้

การประยุกต์ใช้หลักคำสอนพระคัมภีร์ :

 

1. ซาตานเป็นผู้โกหกและชอบหลอกลวง (ยอห์น 8:44) ซาตานจะทำทุกอย่างไม่ให้น้องเชื่อและเชื่อฟังในสิ่งที่พระเจ้าบอกน้อง ซาตานจะโกหกเราเสมอ ถ้าเราฉลาด เราจะรู้ทันมันแล้วจะไม่เชื่อสิ่งที่มันพูด ดังนั้น น้องจึงควรศึกษาหลักคำสอนพระคัมภีร์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้เรียนรู้ถึงกลอุบายของมัน แล้วน้องจะชนะมันได้

     
2. พระเจ้าทรงให้เสรีภาพในการตัดสินใจ เราจึงสามารถเลือกความจริงซึ่งมีอยู่ในพระคำของพระเจ้า หรือไม่จะยอมรับการโกหกของซาตาน

"เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานบุตรผู้ทรงบังเกิดโดยเอกลักษ์เฉพาะ เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้น [พระเยซูคริสต์] จะไม่พินาจ แต่มีชีวิตนิรันดร์" (ยอห์น 3:16)

“ท่านทั้งหลายจงเลือกเสียในวันนี้ว่าท่านจะปรนนิบัติผู้ใด... 

  ...แต่ส่วนข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้า เราจะปรนนิบัติพระเจ้า"

(โยชูวา 24:15)

บทที่ 11

 

การล้มลงในบาปของมนุษย์ ครั้งที่ 2

 

หัวข้อเรื่อง :  การเลือกกระทำบาปครั้งที่สองของมนุษย์

 

คำศัพท์ :  บาปของอาดัม  สภาพแวดล้อม  เอวา  ความรอด กำแฟงบาป

 

ข้อพระคัมภีร์ :     “ถึงซาตานเองก็ยังปลอมตัวเป็นทูตสวรรค์แห่งความสว่าง” (2 โครินธ์ 11:14)

 

        เมื่อเราเกิดมา กำแพงนี้ก็ตั้งขวางเราทุกคนจากพระเจ้า อาดัม คือพ่อของมนุษยชาติ และได้เป็นผู้ที่กำเนิดบาปดั้งเดิม (ภาษาอังกฤษ

เรียกว่า Adam’s original sin) ซึ่งถ่ายทอดมาถึงมนุษย์ทุกคน  ดังนั้น  ขณะที่เราเกิดเรามีชีวิตฝ่ายร่างกาย แต่ไม่มีชีวิตฝ่ายวิญญาณ  เราจึงไม่เข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าเพราะว่าเราไม่มีวิญญาณของมนุษย์ และพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ก็ไม่สามารถมีสัมพันธ์กับเราได้

 
บทความ : พระเจ้าทรงประทานเสรีภาพในการตัดสินใจให้แก่ลูซิเฟอร์ (ซาตาน) ซึ่งทำให้มันมีโอกาสเลือกที่จะเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟังพระองค์ ลูซิเฟอร์ตอบปฎิเสธพระเจ้า แล้วกลายเป็นศัตรูของพระเจ้า เช่นเดียวกัน อาดัมและภรรยาได้ใช้เสรีภาพในการตัดสินใจของตนเลือกที่จะไม่เชื่อฟังพระองค์เช่นกัน พระเจ้าทรงบัญชาเขาไม่ให้กินผลจากต้นไม้แห่งการสำนึกในความดีและความชั่ว ไม่เช่นนั้นเขาต้องตาย (คือ ตายฝ่ายวิญญาณ ด้วยว่าอาดัมกับภรรยาไม่ได้ตายฝ่ายร่างกายจนกระทั่งอีกหลายๆปีต่อมา) แต่เขาก็ยังเลือกที่จะไม่เชื่อฟังพระองค์

       ซาตานโกหกผู้หญิง และบอกเธอว่า เธอจะไม่ตายถ้าเธอได้กินผลไม้จากต้นไม้นั้น ผู้หญิงใช้เสรีภาพในการตัดสินใจของเธอ โดยเลือกไม่เชื่อฟังพระเจ้า แต่เลือกเชื่อฟังซาตานแทน  เธอกินผลไม้ที่พระเจ้าตรัสห้ามเธอไม่ให้กิน เมื่อเธอไม่เชื่อฟังพระเจ้า วิญญาณมนุษย์ของเธอก็สูญเสียไป เธอก็ได้ตายฝ่ายวิญญาณ แต่ยังมีชีวิตทางร่างกายและจิตใจอยู่

       เมื่อหญิงนั้นเห็นอาดัม เธอก็ยื่นผลไม้นั้นให้เขา คราวนี้ถึงตอนที่อาดัมต้องเลือกบ้าง ถ้าอาดัมเชื่อฟังพระเจ้า เขาจะไม่สูญเสียวิญญาณมนุษย์ของเขาไป แต่ถ้าเขาไม่เชื่อฟังพระเจ้า เขาก็จะเป็นเหมือนหญิงนั้น คือเหลืออยู่แต่ร่างกายและจิตใจ แต่ไม่มีวิญญาณของมนุษย์ อาดัมมีทางเลือกแค่ 2 ทาง  คือ เลือกที่จะเชื่อพระเจ้า หรือเชื่อผู้หญิง (ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือของซาตานแล้ว)

 

“เมื่อหญิงนั้นเห็นว่า ต้นไม้นั้นเหมาะสำหรับเป็นอาหารและมันงามน่าดู

และต้นไม้ต้นนั้นเป็นที่น่าปรารถนาเพื่อให้เกิดปัญญา

ญิงจึงเก็บผลไม้นั้นแล้วกินเข้าไป แล้วส่งให้สามีของนางด้วย และเขาได้กิน”

(ปฐมกาล 3:6)

 

       อาดัมไม่เชื่อฟังพระเจ้า  เขาเลือกที่จะเชื่อผู้หญิง เขากินผลไม้ที่พระเจ้าห้ามไม่ให้กิน อาดัมกับหญิงนั้นจึงกลายเป็นคนบาป

        ในทันทีที่เขารู้ว่าเขาเลือกผิด มันก็สายเกินไปแล้ว ไม่มีใครทำให้เขาบาปนอกจากตัวเขาเอง ถึงแม้ซาตานได้ล่อผู้หญิงให้กิน แต่ซาตานไม่ได้เด็ดผลไม้นั้น และไม่ได้กดดันให้เขากินมัน ทั้งอาดัมและภรรยาได้ใช้เสรีภาพในการตัดสินใจที่จะเลือกไม่เชื่อฟังพระเจ้าด้วยตัวเขาเอง

        เขาหมดโอกาสที่จะพบกับพระเยซูคริสต์อีกและมีสัมพันธภาพกับพระองค์ เขาทั้งคู่สูญเสียวิญญาณไปแล้ว และบาปของเขาได้สร้างกำแพงใหญ่ขวางกั้นระหว่างเขากับพระเจ้า (อิสยาห์ 59:2)

 

การประยุกต์ใช้หลักคำสอนพระคัมภีร์

 

1. อะไรที่พระเจ้าสั่งห้าม นั่นก็คือบาป ขอจำไว้ว่า ไม่ว่าเป็นสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราพูด หรือสิ่งที่เราทำ ถ้าเป็นสิ่งที่พระเจ้าไม่ชอบให้ทำ สิ่งนั้นก็บาป

 

2. มีหลายสิ่งที่คนชอบคิดว่าเป็นบาป แต่พระเจ้าไม่เห็นว่าบาป และมีอีกหลายสิ่งที่คนไม่คิดว่าบาป แต่มันเป็นบาป ซาตานชอบหลอกมนุษย์เรื่องนี้ (อย่างที่ได้หลอกผู้หญิงในสวนอาดัม) วิธีเดียวที่จะรู้ความจริงเรื่องบาปคือ การศึกษาพระคำของพระเจ้า

 

3.  ซาตานเป็นจอมเจ้าโกหก และมันยังฉลาดกว่ามนุษย์ที่ฉลาดที่สุดในโลกหลายเท่าด้วย! ด้วยเหตุนี้ มันหลอกคนได้ง่าย ซาตานมีหลายวิธีที่ทำมนุษย์ตาบอดต่อความจริง อย่างไรก็ดี การเรียนหลักคำสอนพระคัมภีร์จะสอนให้น้องรู้จักอุบายของมัน

 

“ส่วนคนที่ไม่เชื่อนั้น พระของยุคนี้ [ซาตาน] ได้กระทำใจของเขาให้มืดไป เพื่อไม่ให้ความสว่างของข่าวประเสริฐอันมีสง่าราศีของพระคริสต์ส่องแสงถึงพวกเขา” (2 โครินธ์ 4:4)

บทที่ 12

 

คนบาปได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้า

 

หัวข้อเรื่อง :  พระเจ้าทรงรักและทรงห่วงใยคนบาปทุกคน

 

คำศัพท์ :  การลงโทษ การไถ่บาป เนรเทศ เอวา เครูบ

 

ข้อพระคัมภีร์ : “เพราะว่าคนทั้งปวงต้องตาย (ฝ่ายวิญญาณ) เกี่ยวเนื่องกับอาดัมฉันใด คนทั้งปวงก็จะกลับได้ชีวิตเกี่ยวเนื่องกับพระคริสต์ฉันนั้น” (1 โครินธ์ 15:22)

 

บทความ : ในเวลาตอนเย็นของวันที่อาดัมและภรรยากระทำผิดบาปนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาในสวนเพื่อมาพบอาดัมและผู้หญิงเหมือนที่พระองค์ทรงกระทำทุกวัน (ปฐมกาล 3:9) แต่พวกเขาพยายามซ่อนตัวจากพระเจ้า เพราะว่าพวกเขาละอาย รู้สึกผิด และกลัวว่าพระองค์จะลงโทษพวกเขา  เขาน่าจะรู้ว่าไม่มีใครซ่อนตัวจากพระเจ้าได้ พระคำของพระเจ้าบอกเราว่า :

 

“ข้าพระองค์จะไปไหนให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์ได้

หรือข้าพระองค์จะหนีไปไหนให้พ้นพระพักตร์ของพระองค์

ถ้าข้าพระองค์ขึ้นไปยังสวรรค์ พระองค์ทรงสถิตที่นั่น

ถ้าข้าพระองค์จะทำที่นอนไว้ในดินแดนผู้ตาย

ดูเถิด พระองค์ทรงสถิตที่นั่น

ถ้าข้าพระองค์จะติดปีกแสงอรุณ

และอาศัยอยู่ที่ส่วนของทะเลไกลโพ้น

แม้ถึงที่นั่น พระหัตถ์ของพระองค์จะนำข้าพระองค์

และพระหัตถ์ขวาของพระองค์จะยึดข้าพระองค์ไว้” (สดุดี 139:7-10)

        พระองค์ทรงต้องการให้พวกเขาตายเดี๋ยวนั้นและที่นั่นหรือ? ไม่เลย! พระเจ้าทรงมองหาพวกเขาเพื่อช่วยเขาให้รอดจากความบาปของเขาต่างหาก

 

“เพราะว่าบุตรมนุษย์ [พระเยซูคริสต์] ได้มาเพื่อจะตามหา และช่วยผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด”

(ลูกา 19:10)

 

        พระเจ้ายังคงรักอาดัมและผู้หญิงที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมาและประทานชีวิตให้ และพระองค์ทรงประสงค์ที่จะมีสัมพันธ์กับเขา ดังนั้น พระองค์ทรงสัญญากับพวกเขาว่า พระบุตรของพระเจ้า คือพระเยซูคริสต์ จะเสด็จมายังโลกและสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปของพวกเขา ดังนั้น พวกเขาจะสามารถอยู่กับพระองค์ได้ตลอดนิรันดร์

       อาดัมและหญิงนั้นเชื่อในพระสัญญาของพระเจ้า และทันใดนั้น การอัศจรรย์บางอย่างได้เกิดขึ้นกับพวกเขา เมื่อเขาเชื่อ พระเจ้าทรงนำวิญญาณของมนุษย์กลับมาสู่ชีวิตของเขา (ปฐมกาล 3:21 เปรียบกับ อิสยาห์ 61:10 และ เอเฟซัส 2:5)  แล้วเขาก็สามารถมีสัมพันธภาพกับพระองค์ได้อีกครั้ง

 

“พระองค์ทรงไล่ชายนั้นออกไปและทรงตั้งพวกเครูบ [ทูตสวรรค์ฝ่ายพระเจ้า]

ทางด้านทิศตะวันออกแห่งสวน   เอเดน และตั้งกระบี่เพลิงอันหนึ่งที่หมุนได้

รอบทิศไว้เฝ้าทางที่จะเข้าไปสู่ต้นไม้แห่งชีวิตนั้น” 

(ปฐมกาล 3:24)

 
        ถึงแม้ว่าพระเยซูคริสต์จะทรงรับการพิพากษาลงโทษสำหรับบาปของพวกเขา (รวมถึงบาปของมนุษย์ทุกคนด้วย) แต่พระองค์ยังจำต้องตีสอนเขา พระเจ้าตรัสว่าพวกเขาต้องถูกเนรเทศออกจากสวนเอเดน และต้องทำงานหนักตราบเท่าที่เขามีชีวิตอยู่บนโลก อาดัมต้องปลูกพืชผักเองเพื่อเป็นอาหาร และนั่นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอาดัมทำบาป แผ่นดินจึงถูกสาป เป็นดินเหนียว เพาะปลูกยาก และเต็มไปด้วยต้นหนามแหลม เพราะว่าอาดัมและหญิงนั้นทำบาป  ชีวิตเขาจึงต้องประสบกับความยากลำบาก ทำให้เศร้าเสียใจ ป่วยไข้ และเจ็บปวด ร่างกายของเขาจะแก่ลงและอ่อนล้าทรุดโทรม วันหนึ่งชีวิตระบบชีววิทยาของพวกเขาจะต้องจบสิ้น

        พระเจ้าลงโทษงูด้วย  มันกลายเป็นงูเลื้อยคลานน่าเกลียด ที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ (ปฐมกาล 3:14) ส่วนซาตานจะถูกโยนลงไปในบึงไฟนรกเพราะการที่เขาได้เลือกต่อต้านพระเจ้า (มัทธิว 25:41, วิวรณ์ 20:10)

        หญิงนั้นได้ชื่อว่าเอวา ในภาษาฮีบรูหมายความว่า “แม่ของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล”  จะไม่เป็นเพียงแม่ของลูกๆ มากมายหลายคน แต่เธอจะเป็นต้นกำเนิดแห่งเชื้อสายของความเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์ (the humanity of Jesus Christ) ผู้ทรงประทานชีวิตนิรันดร์แก่ทุกคนที่เชื่อในพระองค์

        หลังจากที่อาดัมกับเอวาออกจากสวนเอเดน พระเจ้าทรงประทานลูกๆให้แก่เขา (ปฐมกาล 4:1-2; 5:3-4) ลูกๆของเขาเกิดมามีชีวิตที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ไม่เคยมีมนุษย์คนใดเกิดมาพร้อมกับวิญญาณมนุษย์ ยกเว้นองค์พระเยซูคริสต์เท่านั้น เพราะนอกจากพระเยซูคริสต์แล้ว ทุกคนเกิดมาโดยตายฝ่ายวิญญาณตั้งแต่เกิด เพราะมนุษย์ทุกคนได้เข้าส่วนในบาปดั้งเดิมของอาดัม บรรพบุรุษของมนุษย์ทั้งปวง

 

เหตุฉะนั้น เช่นเดียวกับที่บาปได้เข้ามาในโลกเพราะคนคนเดียว [อาดัม] และความตาย [ฝ่ายวิญญาณ] ก็เกิดมาเพราะบาปนั้น และความตาย [ฝ่ายวิญญาณ] ก็ได้แผ่ไปถึงมวลมนุษย์ทุกคน (โรม 5:12ก)

 

อาดัมกับเอวาไม่ได้อยู่ในสวนเอเดนอีกต่อไป

 

การประยุกต์ใช้หลักคำสอนพระคัมภีร์:

 

1. เช่นเดียวกันกับที่พระเจ้าทรงตามหาอาดัมกับเอวาในสวน พระองค์ก็ตามหามนุษย์ทุกคน เพื่อให้เรารู้ว่าเราสามารถมีชีวิตนิรันดร์กับพระองค์ผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าทรงรักทุกคน พระองค์ต้องการให้เรามีชีวิตนิรันดร์กับพระองค์บนสวรรค์

 

2.  น้องครับ  น้องมีทางเลือกเพียงทางเดียวเท่านั้น  คือถ้าน้องต้องการให้พระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของน้อง  พ่อแม่ คุณครู หรือเพื่อนๆ ของน้องไม่อาจเลือกให้น้องได้ ไม่มีใครเลือกให้ได้นอกจากตัวน้องเอง และนี่เป็นการตัดสินใจที่สำคัญมากที่สุดในชีวิตน้อง น้องอยากมีชีวิตนิรันดร์กับพระเจ้าในสวรรค์ไหม?  อาดัมกับเอวาก็อยู่ที่นั่นด้วย  สิ่งเดียวที่น้องต้องทำคือเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ทรงไถ่บาปให้น้องเรียบร้อยแล้ว การเข้าสวรรค์ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะว่าพระเจ้าทรงรักน้อง และพระองค์กระทำทุกอย่างเพื่อที่น้องจะเข้าสวรรค์ได้  เหลือแต่ว่า น้องต้องเชื่อในพระเยซูคริสต์เท่านั้น

 

3. ถึงแม้ว่าพระเจ้าทรงรักมนุษย์ทุกคน และทำทุกสิ่งเพื่อให้มนุษย์ได้รับความรอด แต่มีเพียงคนที่ตัดสินใจเชื่อในพระเยซูคริสต์เท่านั้นที่จะรอด พระเจ้าให้โอกาสแก่ทุกคน แต่ในที่สุดเราต้องเลือกโดยใช้เสรีภาพในการตัดสินใจของตนเอง

 

“เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก [หมายถึง มนุษย์ทุกคน] จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียว

ของพระองค์ เพื่อคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น 3:16)

 

“ผู้ที่เชื่อในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์ ผู้ที่ไม่เชื่อในพระบุตรก็จะไม่เห็นชีวิต

แต่พระพิโรธของพระเจ้าตกอยู่กับเขา” (ยอห์น 3:36)