สถาบันหลักคำสอนพระคัมภีร์

สำหรับผู้ที่สอนใจในพระคำของพระเจ้า

บทเรียนพระคัมภีร์สำหรับเยาวชน

"ปฐมกาล" (บทเรียน 1-3)

 

ทุกบทได้แปลและเรียบเรียงใหม่จากหนังสือ Children’s Bible Studies - Handbook for Parents (abridged*) 

โดย

ศจ. อาร์. บี. ธีม, จูเนียร์

บทนำ

หนังสือ “บทเรียนพระคัมภีร์สำหรับเยาวชน ชุด ในปฐมกาล” นำเสนอหลักคำสอนเรื่องต้นกำเนิดของบาปประการแรก การทรงสร้าง และหนทางความรอด รวมถึงคำสอนและบทเรียนพื้นฐานสำหรับชีวิตคริสเตียน การตัดสินใจของซาตานและทูตสวรรค์อื่นๆที่ต่อต้านพระเจ้า และการตัดสินใจของอาดัมกับเอวาในสวนเอเดน การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการตัดสินใจจะช่วยให้น้องเข้าใจว่าทุกคนมีเสรีภาพในการตัดสินใจ รวมถึงการเลือกที่จะเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ในฐานะเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของตน

        ก่อนที่เราจะสามารถตัดสินใจอย่างถูกต้อง เราต้องรวมข้อเท็จจริงก่อน 

พระคัมภีร์ไบเบิลเป็นความจริง ดังนั้น เมื่อน้องได้ศึกษาบทเรียนพระคัมภีร์ต่อไป น้องจะสามารถรู้จักความจริง ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อในพระเจ้าและแผนการของพระองค์ น้องถึงจะสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องในเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิตของน้อง

“จงทูลเรา และเราจะตอบเจ้า และจะสำแดงสิ่งที่ใหญ่ยิ่งและที่มีอำนาจใหญ่โต ซึ่งเจ้าไม่รู้นั้นให้แก่เจ้า” (พระธรรมเยเรมีย์ 33:3)

 

บทที่ 1

 พระเจ้าทรงตรัสกับฉันผ่านทางพระคัมภีร์

 

หัวข้อเรื่อง : วิธีการสื่อสารของพระเจ้า

 

คำศัพท์ : พระคัมภีร์ หลักคำสอน อพยพ อิสราเอล ชาวยิว โมเสส ภูเขาซีนาย

พันธสัญญาเดิม พันธสัญญาใหม่ พระวจนะของพระเจ้า / พระคำของพระเจ้า

 

ข้อพระคัมภีร์ :  “พระคัมภีร์ ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้าและเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม” (พระธรรม 2 ทิโมธี 3:16)

 

บทความ : ก่อนที่พระคัมภีร์จะถูกเขียนและถูกรวบรวมเป็นเล่มนั้น พระเจ้าทรงเผยพระองค์เองแก่มนุษย์ในหลากหลายวิธี เช่น ผ่านทางการทรงสร้าง (สดุดี 19:1; โรม 1:20)  ผ่านผู้เผยพระวจนะ และผ่านทางนิมิต (ฮีบรู 1:1) และโดยการตรัสพระสุรเสียงจากเบื้องบน  แต่ ณ วันนี้พระเจ้าได้ตรัสกับมนุษย์ผ่านทางพระคัมภีร์ไบเบิลเท่านั้น ซึ่งเป็น “พระคำของพระเจ้า” (ยอห์น 1:18; ฮีบรู 1:2)

        พระคัมภีร์ได้ถูกแบ่งไว้เป็นพันธสัญญาเดิม (เป็นข้อมูลและคำสั่งสอนจากพระเจ้าก่อนการประสูติของพระเยซูคริสต์) และพันธสัญญาใหม่ (เป็นคำสั่งสอนของพระเจ้า เริ่มจากการประสูติของพระเยซูคริสต์จนถึงราว ปีค.ศ 90)  พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้สถาปนา และทรงเป็นศิลามุมเอกของพระคัมภีร์ (1 เปโตร 2:6-8) พระคัมภีร์คือ “ความคิดของพระคริสต์” (1 โครินธ์ 2:16)

        ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าประสงค์ให้เรารู้จักเกี่ยวกับพระองค์ รวมถึงแผนการของพระองค์ที่พระองค์ทรงมีต่อเรา มีอยู่ในพระคัมภีร์ทั้งสิ้น  พระเจ้ามีแผนการพิเศษสำหรับน้อง และพระองค์ทรงเปิดเผยทุกอย่างผ่านทางพระคำของพระองค์

 

ต่อไปนี้เราจะศีกษาจากพระคัมภีร์ ในพระธรรมอพยพ 19:9-14 (อ่านว่า “บทที่ 19 ข้อที่ 9 ถึง ข้อที่ 14”)

        หลังจากที่ชาวยิว  คือ ชนชาติอิสราเอล เป็นทาสในประเทศอียิปต์อยู่ 400 ปี (ประมาณ ปี 1841 ถึง ปี 1441 ก่อนคริสตกาล) พระเจ้าทรงช่วยพวกเขาให้เป็นอิสระ โดยให้โมเสสนำชาวยิวออกจากอียิปต์ หลังจากอพยพจากอียิปต์ได้ 3 เดือน ชาวยิวก็เดินมาถึงถิ่นทุรกันดารซีนาย พวกเขาตั้งเต้นท์อยู่ใกล้ภูเขาใหญ่ชื่อว่าซีนาย  พระเจ้าบอกโมเสส ผู้นำชาวยิว ให้เรียกประชุมคนของเขาในที่ที่สามารถมองเห็นภูเขาซีนายได้ พระเจ้าสั่งโมเสสให้เตือนชาวยิวไม่ให้ขึ้นไปบนภูเขาของพระเจ้า ไม่เช่นนั้นพวกเขาต้องตาย

         พระเจ้าบอกอีกด้วยว่า ให้ประชาชนชำระร่างกาย และเสื้อผ้าของพวกเขาให้สะอาด เพราะพระองค์จะตรัสกับพวกเขาด้วยเสียงของพระองค์ในวันที่ 3

“อยู่มาพอถึงรุ่งเช้าวันที่สาม ก็บังเกิดฟ้าร้องฟ้าแลบ มีเมฆอันหนาทึบปกคลุมภูเขานั้นไว้” (อพยพ 19:16ก)

 
        ในขณะที่ประชาชนเห็นฟ้าแลบ และได้ยินเสียงฟ้าร้อง ก็มีเสียงแตรดังสนั่นหวั่นไหว ทุกคนก็พากันกลัวจนตัวสั่น แล้วพระเจ้าก็เสด็จลงมาจากสวรรค์ถึงยอดภูเขาซีนาย แต่ประชาชนไม่สามารถมองเห็นพระองค์ พวกเขาเห็นเพียงลูกไฟใหญ่ และควันปกคลุมภูเขาไว้ ภูเขาก็สั่นสะเทือน เสียงแตรยังคงดังต่อไป ดังขึ้นและดังขึ้น ในทันใดนั้น พระเจ้าตรัสเป็นเสียงฟ้าร้อง (โยบ 37:5, 40:9)  จากยอดภูเขานั้น ผู้คนพากันตกใจและตัวสั่น พวกเขาทั้งหมดถอยห่างออกมาจากภูเขา แล้วบอกโมเสสว่า

 

“ท่านจงนำความมาเล่าเถิด พวกข้าพเจ้าจะฟัง แต่อย่าให้พระเจ้าตรัสกับพวกข้าพเจ้าเลย เกรงว่าพวกข้าพเจ้าจะตาย” โมเสสจึงกล่าวแก่พลไพร่ว่า "อย่ากลัวเลย เพราะว่าพระเจ้าเสด็จมาเพื่อลองใจท่านทั้งหลาย เพื่อพวกท่านจะได้ยำเกรงพระองค์ และจะได้ไม่ทำบาป” (อพยพ 20:19ข-20)

 

        ชาวยิวถอยหลังออกมาและมองดูโมเสสซึ่งกำลังขึ้นภูเขาไปหาพระเจ้า พระองค์ได้ประทานแผ่นศิลาสองแผ่น เป็นแผ่นศิลาจารึกด้วยนิ้วพระหัตถ์ของพระเจ้า (อพยพ 31:18-32:6) แล้วพระเจ้าทรงตรัสสั่งโมเสสถึงสิ่งที่ต้องบันทึกเกี่ยวกับพระองค์และแผนการที่พระองค์ทรงมีต่ออิสราเอล สิ่งที่โมเสสได้บันทึกไว้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์

        พระเจ้าต้องการให้เรารู้มากกว่าที่โมเสสบันทึกไว้ พระองค์จึงทรงเลือกผู้เชื่อคนอื่นๆ เช่น กษัตริย์ดาวิดและราชทายาทของพระองค์ ชื่อซาโลมอน มีเปโตร ซึ่งเป็นชาวประมง และลูกา ซึ่งเป็นหมอ ในที่สุดพระเจ้าใช้ผู้ชายประมาณ 40 คน ให้เขียนหนังสือ 66 เล่มซึ่งถูกรวบรวมเป็นพระคัมภีร์ ไบเบิล พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงบันดาลใจทุกคนให้เขียนคำสั่งสอนของพระองค์ตามที่พระองค์ทรงดลใจพวกเขา

        พันธสัญญาเดิม (พระคัมภีร์เดิม ประกอบด้วย 39 เล่ม) เป็นส่วนแรกของพระคัมภีร์ซึ่งถูกบันทึกไว้ก่อนพระเยซูคริสต์จะประสูติ  หนังสือเล่มแรกถูกเขียนขึ้นเมื่อเกือบ 4000ปีที่แล้ว! พันธสัญญาใหม่ (พระคัมภีร์ใหม่ ประกอบด้วยอีก 27 เล่ม) เป็นตอนที่สองของพระคัมภีร์ซึ่งเริ่มด้วยการประสูติของพระเยซูคริสต์  วันนี้ มีเพียงพระคัมภีร์เท่านั้นที่จะบอกน้องถึงสิ่งที่พระเจ้าปรารถนาให้น้องได้รู้เกี่ยวกับพระองค์ วิธีการที่เราจะเข้าสวรรค์ และแผนการที่พระองค์มีต่อชีวิตของน้องด้วย

        พระเจ้ายังทรงบอกเราว่าเราควรจะทำอย่างไรให้เป็นที่พอพระทัยพระองค์  รวมถึงบ้านใหม่ของเราในสวรรค์ว่ามันวิเศษแค่ไหน และกายนิรันดร์ที่พระองค์จะทรงประทานแก่เราเมื่อเราจากโลกนี้ไป  พระองค์ยังบอกเราถึงเรื่องของทูตสวรรค์ รวมถึงซาตาน และทูตสวรรค์ฝ่ายมัน  พระเจ้าบอกเราถึงเรื่องที่น่าตื่นเต้น  เช่น เรื่องจริงเกี่ยวกับสงครามฝ่ายวิญญาณ และวีรบุรุษในพระคัมภีร์ พระองค์ทรงบอกเราให้รู้จักพระลักษณะของพระองค์ และทุกอย่างที่พระองค์ได้ทรงกระทำเพื่อเรา

        ไม่ว่าจะพูดถึงปัจจุบัน หรือในสมัยของโมเสส   พระวจนะ(พระคำ)ของพระเจ้าเป็นจริงเสมอและตลอดไปเป็นนิตย์ พระเจ้าจะสอนน้องผ่านการเรียนหลักคำสอนพระคัมภีร์  ไม่มีทางอื่นที่น้องจะรู้จักความจริงได้นอกจากทางพระคำของพระเจ้าผู้ทรงสร้างสวรรค์และทุกสิ่งทั้งปวง และผู้ทรงดำรงอยู่สูงสุดเป็นนิจนิรันดร์

 

“เพราะพระผู้เป็นเจ้า [พระเจ้า] ประเสริฐ ความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์ และความจริงของพระองค์ดำรงอยู่ทุกชั่วอายุ” (สดุดี 100:5)

 

“เพราะว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นมีชีวิต และทรงพลานุภาพอยู่เสมอ คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ แทงทะลุกระทั่งจิตใจและวิญญาณออกจากกันได้ และข้อกระดูกและไขในกระดูก และเป็นผู้วินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายของใจ”  (ฮีบรู 4:12)

 

การประยุกต์หลักคำสอนพระคัมภีร์

 

1. การสอนเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์เป็นพระคำของพระเจ้าที่สำคัญที่สุดในพระคัมภีร์ คือ การที่พระเยซูคริสต์ผู้ซึ่งเป็นพระบุตรของพระเจ้าได้ช่วยเราให้พ้นจากบาปและจากการพิพากษาลงโทษในบึงไฟนรก

 

 “แต่การที่ได้จดเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้า” (ยอห์น 20:31ก)

 

และเราจะได้รับอะไรหลังจากที่เราได้เชื่อแล้ว?  นั่นก็คือชีวิตนิรันดร์!  เราจะได้อยู่กับพระเจ้าบนสวรรค์ตลอดไปเป็นนิตย์!

 

2. พระเจ้าทรงเตรียมหลักคำสอนพระคัมภีร์ให้น้อง เพราะพระองค์อยากให้น้องได้รู้จักพระองค์ ถ้าน้องไม่เรียนพระคัมภีร์ น้องจะไม่รู้จักพระเจ้า จะไม่รู้แผนการชีวิตที่พระเจ้าทรงมีต่อน้อง และน้องจะไม่สามารถรู้จักความสุขที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้น้องในเวลาที่ยังอยู่บนโลกนี้

บทที่ 2

การกำเนิดของบาปประการแรก

 

หัวข้อเรื่อง :  ต้นกำเนิดของบาป

 

คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง : ทูตสวรรค์ ความเย่อหยิ่ง สวรรค์ สรรเสริญ ลูซิเฟอร์ / ซาตาน บาป เสรีภาพในการตัดสินใจ (volition)

 

ข้อพระคัมภีร์ : “เพราะพระผู้เป็นเจ้าทรงรักความยุติธรรม พระองค์จะไม่ทอดทิ้งวิสุทธิชนของพระองค์ จะทรงสงวนคนเหล่านั้นไว้เป็นนิตย์” (สดุดี 37:28)

 

บทความ :  เด็กๆ มักจะถามคำถามมากมาย เช่น ฉันมาจากไหน? ใครสร้างดวงดาว? ใครสร้างพระเจ้า? ทำไมเราไม่สามารถมองเห็นพระเจ้าได้?  พระเจ้าชอบให้เราถามคำถาม เพราะว่าพระองค์ทรงมีคำตอบสำหรับทุกคำถาม คำตอบของพระองค์ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ ซึ่งเป็น “ความคิดของพระคริสต์” (1 โครินธ์ 2:16) และถูกเรียกว่า “พระคำของพระเจ้า” (ฮีบรู 4:12) เราได้เรียนรู้ผ่านการถามคำถาม และ เป็นสิ่งที่แน่นอนว่า พระเจ้าต้องการให้เรารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับพระองค์  ซึ่งพระองค์ได้บันทึกไว้ในพระคัมภีร์

        น้องบางคนอาจจะมีคำถามว่า บาปคืออะไร? บาปคือ การพูดว่า “ไม่!” กับพระเจ้า เป็นการที่เราเลือกที่จะกระทำในสิ่งที่พระเจ้าไม่ชอบ หรือการไม่ยอมทำในสิ่งที่พระเจ้าอยากให้เราทำ  ถึงแม้ว่าเราอาจเลือกทำสิ่งผิดโดยที่ไม่รู้ว่าเป็นความผิดบาป  แต่นั่นก็ยังเป็นบาป  ไม่ว่าเป็นสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราพูด หรือสิ่งที่เราทำ ถ้าสิ่งนั้นๆเป็นสิ่งที่พระเจ้าไม่ชอบ นั่นก็เป็นบาป

        และน้องอาจจะมีคำถามว่า  ความบาปมาจากไหน? พระเจ้าสร้างความบาปด้วยหรือ?  เปล่าเลย! พระเจ้าไม่ได้สร้างความบาป ตรงกันข้าม พระเจ้าสร้างสวรรค์ที่สวยงามและสมบูรณ์แบบ และแผ่นดินโลกที่สวยงามและสมบูรณ์แบบ โดยปราศจากบาปทั้งสิ้น

        พระเจ้าทรงบอกเราไว้ในพระคัมภีร์ว่า  นาน.... นานมาแล้ว ก่อนที่พระเจ้าจะทรงสร้างมนุษย์คนแรก พระองค์ทรงสร้างทูตสวรรค์ (โคโลสี 1:16) ทูตสวรรค์มีหน้าที่รับใช้พระเจ้าและสรรเสริญพระองค์ พระเจ้าทรงสร้างทูตสวรรค์เป็นพันๆ (วิวรณ์ 5:11;  ดาเนียล 7:10)  และพวกเขาได้อยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ ซึ่งเป็นที่ที่วิเศษที่สุด มีทูตสวรรค์ที่สง่างามและฉลาดที่สุดตนหนึ่งชื่อว่า ลูซิเฟอร์ ชื่อนี้มีความหมายว่า “สว่างไสว, เป็นประกาย” เพราะว่าพระเจ้าทรงประดับประดาเขาด้วยอัญมนี ทำให้ชุดของเขาสวยงามส่องแสงเป็นประกายดังสีรุ้ง ลูซิเฟอร์สวมใส่เพชร ทับทิม มรกต และทองคำ (เอเสเคียล 28:12–13) และเมื่อเขาพูด เสียงพูดของเขาไพเราะมาก พระเจ้าทรงประทานตำแหน่งที่สูงสุดเหนือเหล่าทูตสวรรค์ทั้งปวงให้แก่ลูซิเฟอร์ ให้เขาเป็นผู้อารักขาพระที่นั่งของพระเจ้า

        ใบหน้าที่สวยงาม เสียงอันไพเราะ และอัญมณีที่สุกใสของลูซิเฟอร์นั้นมาจากไหน? ลูซิเฟอร์มีทุกอย่าง คือ มีชีวิต  มีสติปัญญา  มีตำแหน่งอารักขาพระที่นั่งส่วนพระองค์ของพระเจ้า  และทั้งหมดนี้พระเจ้าทรงเป็นผู้ประทานให้เขาทั้งสิ้น

         พระเจ้าทรงให้เสรีภาพในการตัดสินใจแก่ลูซิเฟอร์และทูตสวรรค์อื่นๆ พระเจ้ายังทรงให้เสรีภาพในการตัดสินใจแก่เราด้วยเช่นกัน ความคิดเสรีในการตัดสินใจ (volition) เป็นองค์ประกอบหนึ่งของจิตใจ เป็นสิ่งซึ่งแต่ละคนต้องใช้ในการกระทำการตัดสินใจ  ทุกๆทางที่เราได้เลือกนั้นมาจากการตัดสินใจของเรา  เราได้เลือกเอง  เช่น ฉันจะกินรสวานิลลาหรือรสช็อคโกแลต? ฉันชอบสีแดงหรือสีฟ้า?  ฉันจะตอบว่าใช่หรือไม่ใช่? ฉันจะทำถูกหรือจะทำผิด?

       ขณะที่ลูซิเฟอร์ยืนอยู่ข้างพระที่นั่งของพระเจ้า เขาเห็นว่าพระเจ้าทรงเลิศประเสริฐอย่างยิ่ง เขาเชื่อฟังและรับใช้พระเจ้ามานาน แต่แล้วลูซิเฟอร์ก็เริ่มมีความคิดเปลี่ยนไป แทนที่จะเต็มเปี่ยมไปด้วยการขอบพระคุณในสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้  ลูซิเฟอร์กลับอิจฉาในอำนาจและความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าลูซิเฟอร์กลับเย่อหยิ่งในความงดงามและความฉลาดหลักแหลมของตน เขาเริ่มไม่มีความสุขกับการเชื่อฟังและการรับใช้พระเจ้า  ลูซิเฟอร์คิดว่าเขาสามารถปกครองสวรรค์ได้เหมือนพระเจ้า เขาต้องการอำนาจ  พระสิริ  ความยำเกรง  การนมัสการ และการสรรเสริญทั้งหมดของพระเจ้า ลูซิเฟอร์ต้องการเป็นเหมือนพระเจ้า ในพระคัมภีร์ พระเจ้าได้บอกเราถึงความคิดของลูซิเฟอร์ :

 

เจ้ารำพึงในใจของเจ้าว่า

"ข้าจะขึ้นไปยังฟ้าสวรรค์  

เหนือดวงดาว [ทูตสวรรค์] ทั้งหลายของพระเจ้า

ข้าจะตั้งพระที่นั่งของข้า ณ ที่สูงนั้น

ข้าจะนั่งบนขุนเขาชุมนุมสถาน ณ ที่อุดรไกล

ข้าจะขึ้นไปเหนือความสูงของเมฆ

ข้าจะกระทำตัวของข้าเหมือนองค์ผู้สูงสุด"

(อิสยาห์ 14:13–14)

       ตอนแรก ลูซิเฟอร์เพียงแต่คิดถึงสิ่งที่เขาต้องการเท่านั้น เขาไม่ได้พูดท้าทายพระเจ้าออกมา แต่พระเจ้ามองเห็นความคิดของลูซิเฟอร์ พระองค์ทรงทราบความคิดของลูซิเฟอร์อย่างชัดเจนราวกับว่าลูซิเฟอร์ได้พูดออกมา

       ก่อนที่ลูซิเฟอร์จะกลายเป็นผู้เย่อหยิ่งที่จองหองนั้น  ทูตสวรรค์ไม่เคยทำบาปเลย ลูซิเฟอร์เป็นเป็นทูตสวรรค์ตนแรกที่เลือกไม่เชื่อฟังพระเจ้า  ดังนั้นลูซิเฟอร์จึงไม่ใช่ผู้ที่ “สว่างไสว และเป็นประกาย” อีกต่อไป เมื่อลูซิเฟอร์ทำบาป  เขาจึงกลายเป็นมารร้าย หรือ “ซาตาน” ซึ่งมีความหมายว่า “ปรปักษ์” หรือ “ผู้กล่าวหา” เขากลายเป็นศัตรูของพระเจ้า

        ความบาปครั้งแรกมาจากไหน? พระเจ้าทรงบอกเราไว้ในพระคัมภีร์ว่า

                        

        “เพราะว่ามาร [ซาตาน] ได้กระทำบาปตั้งแต่เริ่มแรก” (1 ยอห์น 3:8ข)

 

การประยุกต์ใช้หลักคำสอนพระคัมภีร์

 

1. ถ้าพระเจ้าสร้างลูซิเฟอร์โดยไม่ประทานเสรีภาพในการตัดสินใจ พระองค์สามารถควบคุมความคิด  การกระทำ และบีบบังคับให้เขาเชื่อฟังพระองค์ได้  แต่พระเจ้าทรงให้เสรีภาพในการตัดสินใจกับลูซิเฟอร์เพื่อลูซิเฟอร์จะเลือกด้วยตัวเขาเอง พระเจ้าทรงสร้างทูตสวรรค์และมนุษย์ด้วยความคิดเสรีในการตัดสินใจ เพื่อว่าเราจะมีความสัมพันธ์ ความรัก และความสุขกับพระองค์ได้ พระองค์ไม่ต้องการให้เราเป็นเหมือนหุ่นยนตร์ที่พระองค์จะสามารถบังคับได้


2. พระเจ้าทรงให้เสรีภาพในการตัดสินใจแก่เราแต่ละคน ทางเลือกที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคน คือการเลือกว่าพระเยซูคริสต์ทรงรับการพิพากษาลงโทษบาปแทนเขา คือ ที่พระเยซูคริสต์ทรงตายเพื่อไถ่บาปของเขา การเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์เป็นการบอก “ใช่” กับพระเจ้าเป็นครั้งแรกในชีวิตของเรา

บทที่ 3

การล้มลงของลูซิเฟอร์

 

หัวข้อเรื่อง :  ทางเลือกของทูตสวรรค์

คำศัพท์ :  สงครามระหว่างฝ่ายพระเจ้ากับฝ่ายซาตาน  ทูตสวรรค์ฝ่ายพระเจ้า (ทูตสวรรค์ที่ทรงเลือก)  ทูตสวรรค์ฝ่ายซาตาน (ทูตสวรรค์ที่ล้มลงในบาป) บึงไฟนรก  การกบฏ  ความบาป  จักรวาล  เสรีภาพในการตัดสินใจ

ข้อพระคัมภีร์ :  “คนใดที่วางใจในพระเจ้าก็เป็นสุข ผู้ไม่หันไปหาคนจองหอง” (สดุดี 40:4ก)

บทความ : เมื่อเกิดความเย่อหยิ่งขึ้น ลูซิเฟอร์ผู้จองหองก็ได้อิจฉาพระเจ้า เขาตัดสินใจเลือกทางที่ผิด ลูซิเฟอร์เลือกที่จะต่อต้านพระเจ้า ด้วยการนี้ เขาเป็นผู้เริ่มต้นความบาปขึ้นเป็นคนแรก

        ลูซิเฟอร์น่าจะมีความสุขและยินดีที่จะรับใช้พระเจ้า แทนที่จะมีความคิดที่เห็นแก่ตัว เขาต้องการที่จะปกครองทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง เขาต้องการจะเหนือกว่าเหล่าทูตสวรรค์ทั้งหมด และต้องการนั่งบนพระที่นั่งของพระเจ้า เขาต้องการจะเป็นเหมือนพระเจ้า เขาต้องการทุกสิ่งที่พระเจ้ามี ทั้งสวรรค์และแผ่นดินโลกเพื่อตัวเขาจะได้ทำในสิ่งที่เขาพอใจ

        พระเจ้าต้องลงโทษลูซิเฟอร์ ทูตสวรรค์ผู้ส่องประกาย ลูซิเฟอร์ไม่ได้เป็นผู้อารักขาพระที่นั่งของพระเจ้าอีกต่อไป แทนที่จะได้อยู่บนสวรรค์ ลูซิเฟอร์จะต้องถูกพิพากษาลงโทษถึงบึงไฟนรก ที่ซึ่งพระเจ้าจัดเตรียมไว้สำหรับทูตสวรรค์ที่กบฏ (มัทธิว 25:41) สวรรค์เหมาะสำหรับผู้ที่ปรารถนาความสัมพันธ์กับพระเจ้าเท่านั้น บึงไฟนรกคือที่สำหรับผู้ที่เลือกปฎิเสธพระเจ้า  น้องอาจคิดว่า “พระเจ้าผู้ทรงเป็นความรัก จะลงโทษให้คนต้องลงในบึงไฟนรกได้อย่างไร? นั่นไม่ยุติธรรมเลยใช่ไหม!” แต่พระเจ้าทรงยุติธรรมต่อทูตสวรรค์และมนุษย์ทุกคน และเมื่อซาตานได้กล่าวหาพระเจ้าว่าพระองค์ไม่ยุติธรรม พระองค์จึงได้ทรงเนรมิตสร้างมนุษย์ขึ้นเพื่อแสดงให้ซาตานรู้ว่าการพิพากษาของพระองค์นั้นยุติธรรมจริง

        แม้ว่า หลังจากที่ซาตานล้มลงในบาป มันก็ยังคงเป็นทูตสวรรค์ที่มีกำลังอำนาจอยู่ มันยังเป็นทูตสวรรค์ที่สวยงาม พูดไพเราะ และมีเสน่ห์มาก  มันไม่ได้เป็นอย่างที่ผู้คนชอบวาดภาพกัน ไม่ใช่มารร้ายตัวสีแดงที่ดูน่าเกลียด มีหาง มีเขาและถือสามง่าม

        ซาตานก็ยังคงเป็นทูตสวรรค์ที่สว่างไสว ส่องประกายแวววับอยู่เหมือนเดิม แต่มันได้กลายเป็นศัตรูของพระเจ้า คือ  เป็นซาตานมารร้าย   เกิดอะไรหลังจากที่ทูตสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ได้เลือกที่จะไม่เชื่อฟังพระเจ้าอีกต่อไป ?

        เมื่อบาปแห่งความเย่อหยิ่งทำให้เขาไม่เชื่อฟังพระเจ้าแล้ว ซาตานยังได้ชักชวนทูตสวรรค์อื่นๆให้ไม่เชื่อฟังพระเจ้าด้วย พระวจนะของพระเจ้าบอกเราว่า 1 ใน 3 ของเหล่าทูตสวรรค์ปฏิเสธพระเจ้า (วิวรณ์ 12:4ก) และเข้าร่วมกับซาตานในการกบฎต่อสู้พระเจ้า

        ทูตสวรรค์เหล่านี้ คือทูตสวรรค์ที่ล้มลง (fallen angels) (2 เปโตร 2:4; ยูดา 1:6) ได้อยู่ฝ่ายซาตาน และได้ออกจากฝ่ายของพระเจ้าตลอดไป ส่วนทูตสวรรค์ที่ดี (บางครั้งพระคัมภีร์เรียกว่า “ทูตสวรรค์ที่ถูกเลือก”) ยังคงอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ต่อไป (ฮีบรู 1:4; มัทธิว 25:31)  ตั้งแต่นั้นมา ก็เกิดการต่อสู้ระหว่างฝ่ายพระเจ้าและฝ่ายซาตานเรื่อยมาถึงทุกวันนี้ เพราะว่าซาตานยังคงต้องการที่จะเป็น “องค์ผู้สูงสุด”

                      

การประยุกต์ใช้พระคัมภีร์ :

 

1. น้องต้องการจะตอบรับพระเจ้าหรือจะปฎิเสธพระองค์? น้องต้องการอยู่ฝ่ายพระเจ้าหรืออยู่ฝ่ายซาตาน? น้องจะตัดสินใจเลือกทางไหน? น้องเท่านั้นเป็นผู้ตัดสิน

2.  จะต้องมีบางคนที่พยายามให้น้องปฎิเสธพระเจ้า หรือชักชวนไม่ให้เชื่อในการทรงไถ่บาปของพระเยซูคริสต์ แต่ขอให้น้องจำไว้ว่า ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือทูตสวรรค์ ไม่มีใครจะสามารถบังคับให้น้องคิดหรือเลือกตามใจเขาได้ เพราะแม้แต่พระเจ้าก็ไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือบังคับความความคิดเสรีในการตัดสินใจของน้องได้!

 

3. น้องรู้ไหมว่าเหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้ากำลังมองดูน้องอยู่? พวกเขาดีใจเมื่อน้องเลือกที่จะทำในสิ่งที่พระเจ้าชอบ    เช่น เมื่อน้องได้เชื่อในองค์พระเยซูคริสต์เป็นผู้ไถ่บาปของน้อง เหล่าทูตสวรรค์ที่ดีก็พากันปรบมือและโห่ร้องด้วยความชื่นชมยินดี (ลูกา 15:10) ทางไหนล่ะที่น้องเลือก?  มีแต่น้องเท่านั้นสามารถตัดสินใจได้  แค่น้องคิดในใจว่า “ใช่ ฉันเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์” พระเจ้าก็จะทรงรู้ทางเลือกของน้อง แล้วน้องก็จะกลายเป็นลูกของพระเจ้าทันที

“แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ [พระเยซูคริสต์] พระองค์ทรงประทานอำนาจ

ให้เป็นบุตรของพระเจ้า คือคนทั้งหลายที่เชื่อในพระนามของพระองค์” (ยอห์น 1:12)

 

“เพราะว่าท่านทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้าโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์” (กาลาเทีย 3:26)

The original publication from R.B.Thieme, Jr, Bible Ministries (1993) includes the following statement:

"This book, the copyright of which belongs to R.B.Thieme, Jr., may be reproduced, in whole or in part, without securing additional permission from the publisher, so long as all reproduced material is distributed free of charge."

(Back to to top)